กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs เป็นอย่างไร

0
86

คือกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรค เบาหวาน โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เป็นประเด็นที่โลกได้

ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาอย่างมาก พฤติกรรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคใน

กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-com municable Diseases-NCDs)

4 ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ การขาดกิจกรรมทางกายการบริโภค

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะทางสุขภาพที่มีความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ความ

เสี่ยงต่อโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูงความเสี่ยงต่อ

ไขมันในเลือดสูง

การป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกลุ่มไม่ติดต่อและการ ส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพจึงมีความสำคัญ

ในบริบทของระบบสุขภาพทั่วโลก เพื่อให้เกิดแนวทางการควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ครอบคลุมในทุกมิติถือ

เป็นวิกฤตที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนในทุกระดับ ทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับโลกในแต่ละสถานการณ์

ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจึงเกิด เป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งลดอัตราการเสียชีวิตดังกล่าวลงภายใน

ปี พ.ศ 2573

ดังนั้นองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก (WHO-SEARO) ร่วมกับสำนักงาน

กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงาน

พัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกเพื่อการ

ป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อภายใต้บริบทของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในวันที่ 9-11 ต.ค.ที่ผ่านมา

ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 130 คน จาก 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวัน

ออกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเสริมสุขภาพและ การลดปัจจัยเสี่ยงหลักที่นำไปสู่ปัญหาโรคไม่ติดต่อ

เรื้อรัง ผ่านชุดมาตรการที่คุ้มทุนและเหมาะสมกับบริบทแต่ละประเทศรวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเครือข่ายด้าน

การจัดการ NCDs ระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกล สัตยาทร รมว.สาธารณสุข และรองประธานกรรมการ สสส. คนที่ 1

กล่าวว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนับเป็นวิกฤตที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนทั้งระดับประเทศและนานาชาติในแต่ละปี

มีประชากรมากถึง 16 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหัวใจปอด โรคหลอดเลือดในสมอง

โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์มาจากประชากรในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางอย่าง

ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก

เป็นที่มาของการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต

ให้ได้ 1 ใน 3 ภายในปี 2573 ซึ่งการป้องกันและควบคุมต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในทุกระดับ ตั้งแต่นโยบาย

ไปจนถึงประชาชน การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งในและนอกภาคสาธารณสุข เน้นมาตรการ

ศ.คลินิกเกียรติคุณที่คุ้มทุนและมีประสิทธิผล นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทรหรือที่เรียกว่า “Best Buys” รวม

ถึงการมีกลไกสนับสนุนให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ได้แก่ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าและกลไกทางการ

เงินรูปแบบใหม่ เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ 3 ระดับ

คือ 1.ระดับนโยบาย นำโดยกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรสุขภาพที่ไปในทิศทางเดียวกัน 2.ระบบ

สุขภาพโดยยกระดับการให้บริการของระบบสาธารณสุขมูลฐานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และ 3.ระดับสังคมเพื่อ

สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน

“ประเทศไทยอัตราการเสียชีวิตจาก 4 โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างโรคหัวใจ ปอด หลอดเลือดในสมอง มะเร็ง

และเบาหวาน ที่ผ่านมารณรงค์การเก็บภาษีบาป เพิ่มภาษีเครื่องดื่มหวาน โดยมีความร่วมมือจากสสส. ภาค

เอกชน และประชาสังคมช่วยรณรงค์ ทำให้องค์การอนามัยโลกประกาศให้ปีนี้มาตรการการดูแลและรณรงค์เรื่อง

NCDs ของไทยได้คะแนนสูงขึ้นจากปี 2558 ที่ได้ 8 คะแนน โดยปีนี้ได้ 12 คะแนน จากคะแนนเต็ม 19 คะแนน

ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีที่สุดในเอเชีย ใกล้เคียงกับฟินแลนด์ แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้คนไทย

ตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง ทำให้เป็นหมอของตัวเองเพื่อดูแลตัวเอง” รมว.สธ.กล่าว

ขณะที่ ดร.เดเนียล เคอร์เตส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

เป็นปัญหาที่สำคัญมาก โดยคาดการณ์ว่าในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกมีประชากรราว 8.5 ล้านราย หรือ

เฉลี่ยวันละ 23,000 รายที่เสียชีวิตจาก NCDs ในแต่ละปี

ในส่วนประเทศไทยต้องขอชื่นชมสสส. สปสช. และกระทรวงสาธารณสุข ที่มีส่วนสำคัญผลักดันงานด้าน

NCDs อย่างเข้มแข็ง ซึ่งการแก้ไขปัญหาของภูมิภาคนับว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตามยังมีประชากร

อย่างน้อย 130 ล้านคนในภูมิภาคที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็น ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการ

ดูแลรักษาจะสูงกว่านี้ จึงไม่สามารถทอดทิ้งคนเหล่านี้ได้ สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญคือการยกระดับศักยภาพ

ของสถานบริการระดับปฐมภูมิในการตรวจ รักษา และติดตามอาการของผู้ป่วยซึ่งการใช้ระบบสาธารณสุขมูลฐาน

เป็นกลไกขับเคลื่อนการจัดการปัญหา จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการเข้าถึงยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่

จำเป็นต่อ NCDs ครอบคลุมถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2568

NCDs ไม่ได้เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

เพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอันเนื่องมาจาก NCDs สร้างภาระต่อทรัพยากรของครัวเรือนและประเทศอีกทั้งเป็น

ข้อจำกัดในการพัฒนาประเทศอีกด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here