การนั่งสมาธิคือทำจิตให้นิ่ง ทำจิตให้ว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็จะไม่เกิดความวุ่นวายสับสน

0
235

 

จิตยึดมั่นมันก็สับสนวุ่นวาย – ปล่อยวางได้จิตใจก็สงบ

ธรรมชาติของใจเรามันก็อย่างนั้น เมื่อใดที่เกาะเกี่ยวผูกพัน ยึดมั่นถือมั่น ก็จะเกิดความวุ่นวายสับสน เดี๋ยวมันก็จะวิ่งวุ่นไปโน่นไปนี่ พอมันวุ่นวายสับสนมากๆ เข้า เราก็คิดว่าคงจะฝึกอบรมมันไม่ได้แล้ว แล้วก็เป็นทุกข์ นี่ก็เพราะไม่เข้าใจว่ามันต้องเป็นของมัน

อย่างนั้นเอง ความคิด ความรู้สึก มันจะวิ่งไปวิ่งมาอยู่อย่างนี้ แม้เราจะพยายามฝึกปฏิบัติ พยายามให้มันสงบ มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เมื่อเราติดตามพิจารณาดูธรรมชาติของใจอยู่บ่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจว่าธรรมชาติของใจมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

เป็นการเจริญภาวนานั้นเป็นการสร้างบุญสะสม

การเจริญภาวนานั้นเป็นการสร้างบุญสะสมไว้ที่ถือได้ว่าได้บุญบารมีมากที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นแก่นแท้และได้บุญสูงกว่าการสร้างบุญในด้านอื่นๆ เพราะว่าการเจริญภาวนาเป็นการเน้นระงับการทำความชั่วทาง “ใจ” หรือ จิตที่นึกคิดเอา

ทั้งสิ้น หากจิตสะอาดคิดดีก็จะน้อมลงไปสู่การพูดดี ทำดี ตามไปด้วยพระพุทธเจ้าตรัสถึงมรรค 8 ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ “สัมมาทิฐิ” เป็นทางแห่งทางพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงคือเห็นว่าผลทุกอย่างในโลกเกิดแต่เหตุ ถ้าไม่ก่อเหตุก็ไม่เกิดผลถ้าเราสามารถจะดับที่ต้นเหตุ

ได้ก็จะดับผลได้เช่นกัน เมื่อเรามีความเห็นชอบอย่างถูกต้องเที่ยงตรงแล้วเรื่องของการคิดหรือ “ดำริชอบ” จะมาเองเมื่อมีความคิดชอบแล้วก็จะส่งผลไปยังมรรคผลข้ออื่นๆ ให้ดีตาม

อำนาจแห่งจิตหรือมโนกรรมนั้นมีตัวอย่างที่น่าสนใจในสมัยพุทธกาลกล่าวไว้

ในสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งเมื่อท่านมรณภาพลงแล้วก็จะมีพระอีกรูปหนึ่งนำจีวรไปใช้แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุนั้นเอาไว้เสียก่อนและรับสั่งว่าพระภิกษุผู้ที่เคยเป็นเจ้าของจีวรนั้นได้กลับมาเกิดมาเป็นตัวเล็นเกาะอยู่ที่จีวรที่ท่านได้ซักตากเอาไว้

เพราะจิตของท่านเมื่อกำลังจะมรณภาพลง ยังมีความผูกพันอยู่กับจีวรผืนนี้ที่เพิ่งจะได้มาและท่านชอบมากหากพระภิกษุรูปใดได้นำจีวรนี้ไปใช้เล็นตัวนั้นก็จะโกรธเพราะท่านยังหวงอยู่ส่งผลให้เกิดบาปกรรมทางใจขึ้นอีก และท่านก็ไม่อาจจะไปเสวยผลแห่งกรรมดีที่ได้ทำไว้ได้

เพียงจิตที่ขุ่นเคืองแม้เพียงเล็กน้อยเช่นนี้ยังมีอานุภาพมากมายถึงเพียงนี้ พระพุทธองค์จึงสั่งสอนอยู่เสมอว่าให้ทำความดีละเว้นความชั่วและ“ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส” ถือเป็นเรื่องที่ยากเย็นที่สุดในหลักธรรมคำสอนทั้งหมด

นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดการเจริญภาวนาซักฟอกจิตให้สะอาดเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็เพราะใจมีอำนาจแรงเหนือทุกสิ่งนี่เองสัตว์ทั้งปวงจะไปสู่ภพใดก็เป็นเพราะจิตก่อนตายเป็นสุขหรือทุกข์

การเจริญภาวนา

การทำสมาธิแบบสมถะภาวนาคือ การกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ โดยมีลำดับขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้

ก่อนปฏิบัติสมาธิ ควรถามร่างกายตนเองอยู่เสมอว่า “พร้อมหรือไม่”

สภาวะร่างกายของผู้ที่ฝึกปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก บางทีเราไปอยู่ในสถานที่ที่พร้อมแล้ว ครูบาอาจารย์ผู้คอยจะให้คำแนะนำก็พร้อมแต่กลับลืมไปว่าสภาพร่างกายของตนเองนั้นพร้อมหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องดูกันละเอียดมากยิ่งขึ้น ขนาดที่ว่า

ถ้าผมยาวเกินไปก็ต้องตัดผม เล็บยาวก็ต้องตัดเล็บ ยังไม่ได้อาบน้ำก็ต้องอาบให้เรียบร้อย ปวดท้องก็ต้องไปถ่ายให้สุดก่อนหรือแม้แต่เจ็บป่วยก็ต้องรักษาให้หายก่อน

ผลของการเจริญสมาธิและสตินี้บ่อยๆ จะทำให้พบความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร นั่นเป็นเพราะว่า ความสุขที่ได้จากการเจริญภาวนานั้นเป็นความสุขที่เรียกได้ว่า “ละเอียด” กว่าความสุขทางกายมากมายนัก และมีถึง 3 ขั้นคือมีความสุขในปัจจุบัน สุขในโลกหน้าและมีความสุขเป็นที่สุดคือนิพพาน

  1. ความสุขในปัจจุบัน

เมื่อฝึกทำสมาธิได้ในระดับเบื้องต้นเพียงแค่ปล่อยวางใจให้ผ่อนคลายกับเรื่องราวต่างๆ  ได้ก็เกิดผลบุญขึ้นคือ ใจเป็นสุขที่ได้ปล่อยวางได้พบกับความสุขใจขั้นพื้นฐานได้แก่ เมื่อหลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข จะนั่ง นอน ยืน หรือเดิน ไม่ว่าอิริยาบถไหนๆ

ก็มีความสุขทั้งสิ้น สุขไม่ต้องเลือกเวลาและสถานที่เพราะว่าจิตใจของเรานิ่งเป็นสุขแล้ว คำพระท่านกล่าวว่า “นัตถิ สันติปะรัง สุขัง” สุขอื่นนอกจากหยุดนิ่งนั้นไม่มี

  1. ความสุขในโลกหน้า

ความสุขในระดับขั้นต่อไปคือ เมื่อได้ละจากโลกนี้ไปแล้วจะได้ไปเสวยสุขในภพภูมิที่เป็นสุขขึ้นไปในโลกหน้า เพราะการที่เราจะไปสู่ “สุคติ”หรือภพที่ดีนั้น
ขึ้นอยู่กับความหมองหรือความใสของจิตเป็นหลักหากก่อนตายมีจิตใจที่ผ่องใสเป็นสุข ก็มีสุคติเป็นที่ไป หากก่อนตายจิตมีความขุ่นข้องเป็นทุกข์ก็มีทุคติเป็นที่ไปตามกฎแห่งกรรม

  1. ความสุขอันเป็นนิพพาน

ในระดับความสุขถึงความเป็นนิพพานนั้น ขอให้ฝึกตนอย่างง่ายๆ ทำตัวให้เหมือนสายลม ที่พัดผ่านภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า ต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ แล้วก็ผ่านไป เวลานั่งสมาธิก็เช่นเดียวกัน เห็นอะไร รู้สึกอะไรก็เพียงแต่เห็นและรับรู้เฉยๆ ไม่ยึดไม่เครียด ตระหนักรู้แล้วก็ผ่านไป

หากหมั่นเพียรฝึกฝนจนกระทำสำเร็จจนสิ้นกิเลสในภพชาติปัจจุบันก็จะทำให้จิตหลุดพ้นไม่ต้องกลับไปเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีก อันหมายถึงพระนิพพาน ซึ่งความสุขแบบนี้มีแต่พระพุทธเจ้ากับเหล่าพระอรหันต์เท่านั้นที่สามารถไปถึงได้

หากเราต้องการที่จะไปถึงความสุขพ้นทุกข์ไปตลอดกาล ในภพชาติปัจจุบันก็ต้องพยายามฝึกฝนไปเรื่อยๆ หากไม่ถึงนิพพานในชาตินี้ชาติหน้าก็จะถึงได้แน่นอนต้องหมั่นสะสมบุญบารมีไปและต้องมีเคล็ดวิธีการฝึกสมาธิและการเจริญปัญญาที่ถูกต้องจากผู้ที่รู้จริงเท่านั้น

นอกจากความสุขในสูงสุดที่กล่าวมาแล้วยังมีประโยชน์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายมากมาย เช่นทำให้สุขภาพดีโดยสมาธินั้นมีอำนาจในการระงับความเจ็บปวดจากโรคภัยต่างๆ ช่วยให้นอนหลับได้ง่าย ไม่ฝันร้าย มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีกำลังใจและความเข้มแข็งที่จะเผชิญเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here