การเป็นพระภิกษุสงฆ์อาบัติ มีอะไรบ้างแต่ละอย่างควรปฎิบัติอย่างไร

0
207

เคยได้ยินแต่ท่านอื่น ๆ พูดว่า อาบัติทุกกฎ ,อาบัติปาจิตี, ปราชิก แต่ไม่ทราบความหมาย

และขอบเขต แน่นอน ….อยากถามว่า จริง ๆ แล้ว อาบัติ มีอะไรบ้าง ต่างกัน อย่างไรแต่ละอย่างรุนแรงอย่างไร

อาบัติ คือ การตกไป  ตกไปจากความดีนั่นเอง เป็นโทษ ที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อ (พระวินัยบัญญัติ)

ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้าม.

กล่าวโดยชื่อ อาบัติมี 7 อย่าง คือ

1. ปาราชิก

2. สังฆาทิเสส

3. ถุลลัจจัย

4. ปาจิตตีย์

5. ปาฏิเทสนียะ

6. ทุกกฏ

7. ทุพภาสิตกล่าวโดย โทษมี 3 สถาน คือ

7.1.อาบัติอย่างหนัก ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้น ขาดจากความเป็นภิกษุ อันหมายถึง ปาราชิก ซึ่งเป็นอาบัติที่

แก้ไขไม่ได้ เรียกว่า อเตกิจฉา

7.2.อาบัติอย่างกลาง ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องอยู่กรรม (ปริวาส หรือมานัต) โดยประพฤติวัตรอย่างหนึ่งเพื่อ

ทรมานตน อันหมายถึง สังฆาทิเสส

7.3.อาบัติอย่างเบา ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน แล้วจึงจะพ้นโทษนั้นได้อันได้

แก่ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาษิต โดยอาบัติอย่างกลางและอย่างเบานั้น เป็นอาบัติที่ยัง

แก้ไขได้ เรียกว่า สเตกิจฉา

ความหมายของอาบัติแต่ละอย่าง

1.อาบัติปาราชิก ผู้พ่ายแพ้ ขาดจากความเป็นภิกษุ

2.อาบัติสังฆาทิเสส ต้องอาศัยสงฆ์ในการออกจากอาบัติ

3.อาบัติถุลลัจจัย อาบัติที่เกิดจากการกระทำที่หยาบคาย

4.อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติที่ทำให้ความดีงามตกไป

5.อาบัติปาฏิเทสนียะ อาบัติที่ต้องแสดงคืนกับบุคคลที่ทำให้ต้องอาบัติ

6.อาบัติทุกกฏ อาบัติที่เกิดจากการทำที่ไม่ดีไม่เหมาะสม

7.อาบัติทุพภาสิต อาบัติที่เกิดจากการพูดไม่ดีไม่เหมาะสม

ความหมายอาบัติในพระไตรปิฎก

วิเคราะห์ปาราชิก .. ความหมายของอาบัติแต่ละขั้น

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น คำว่า อาบัติ หมายถึง กิริยาที่ล่วงละเมิด

สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วมีโทษอยู่เหนือตน เช่น ภิกษุ มีความจงใจฆ่ามนุษย์ให้ตายต้อง

อาบัติปาราชิก ซึ่งเป็นอาบัติที่หนักมากขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที เป็นต้น

การต้องอาบัติแต่ละข้อ แต่ละกองนั้นมีโทษทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่หนักจนกระทั่งถึงเบาซึ่งไม่ว่าจะหนักหรือเบาก็เป็น

โทษด้วยกันทั้งนั้น เพราะเหตุว่าสิกขาบททุกข้อพระ

สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติเพื่อประโยชน์แก่พระภิกษุในการสำรวมระวัง

งดเว้นในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม และ น้อมประพฤติในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต เพื่อขัดเกลากิเลสของตนเองเป็น

สำคัญเพราะเพศบรรพชิตเป็นเพศที่จะต้องขัดเกลากิเลสเป็นอย่าง ยิ่ง ถ้าย่อหย่อน  ไม่สำรวมตามสิกขาบทที่พระ

สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ มีการต้องอาบัติประการต่าง ๆ ย่อมทำให้ตกไปจากคุณความดี ตกไปจากการรู้

แจ้งอริยสัจจะธรรม และ ตกจากสุคติภูมิไปสู่อบายภูมิด้วย แต่ถ้าได้มีการศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความละเอียด

รอบคอบแล้ว ก็จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้รักษาพระวินัยได้ดียิ่งขึ้น ไม่มีโทษเลยกับการได้เข้าใจและน้อม

ประพฤติตามพระธรรมวินัยเพราะทำให้ได้รู้ว่าสิ่งใด ผิด สิ่งใด ถูก แล้วละเว้นในสิ่งที่ผิด กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ซึ่งจะต่างจากผู้ที่ไม่ได้ศึกษา ไม่มีความเข้าใจอย่างสิ้นเชิง

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here