ตับแข็ง (Liver Cirrhosis)อาจหยุดการทำงานลงจนนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน

0
62

โรคตับ (Liver disease) คือ โรคที่เกิดจากตับทำงานผิดปกติ ด้อยประสิทธิภาพลง ทั้งนี้ตับเป็นอวัยวะสำคัญอวัยวะหนึ่งต่อการดำรงชีวิต มีหน้าที่หลายประการ

  • ทั้งในการสะสมน้ำตาล
  • สร้างน้ำย่อยอาหาร
  • สร้างฮอร์โมนช่วยสร้างเกล็ดเลือดของไขกระดูก
  • สร้างสารช่วยการแข็งตัวของเลือด
  • สันดาป/สังเคราะห์โปรตีน และไขมัน
  • และที่สำคัญ คือ ทำลายและกำจัดของเสียต่างๆออกจากร่างกายผ่านทางน้ำดี

ดังนั้นถ้าตับทำงานได้น้อยลง หรือเกิดโรคของตับ จะส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติได้หลายอย่าง เช่น เลือดออกง่าย และมีของเสียต่างๆสะสมในร่างกาย จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เมื่อตับเสียการทำงานจนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะตับวาย

อาการของโรคตับแข็ง

โรคตับแข็งไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง โดยส่วนมากในช่วงแรกของการเกิดโรคแทบไม่พบอาการหรือแสดงอาการน้อยมาก ผู้ป่วยจึงไม่ทราบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แต่เมื่อตับถูกทำลายมากขึ้นจึงพบอาการที่ผิดปกติได้ดังต่อไปนี้

-เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

-มีเลือดออกได้ง่าย

-เกิดรอยช้ำหรือห้อเลือดได้ง่าย

-คันตามผิวหนัง

-ตัวเหลืองและตาเหลือง (ดีซ่าน)

-อาการบวมตามอวัยวะต่าง ๆ เนื่องจากการสะสมของน้ำ เช่น ขาบวม ท้องมาน ข้อเท้าบวม

-ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด

-คลื่นไส้

-เกิดเส้นเลือดฝอยมากผิดปกติตามตัว และฝ่ามือ

-ลูกอัณฑะฝ่อและเล็กลง หรือหน้าอกขยายใหญ่ขึ้นในผู้ชาย

-มีอาการทางสมองหรือสมองเสื่อม (Hepatic Encephalopathy) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสับสน เซื่องซึม และพูดไม่ชัด

หากผู้ป่วยพบความผิดปกติของร่างกายจากอาการข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุความผิดปกติ

ของร่างกายที่พบ บางอาการอาจเป็นสัญญาณของโรคตับแข็งที่ทำให้การรักษาทำได้ง่ายขึ้นเมื่อตรวจพบในครั้ง

แรก ๆ แต่บางอาการก็อาจเป็นสัญญาณของโรคอื่น

สาเหตุของโรคตับแข็ง

โรคตับแข็งสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่ส่งผลต่อการทำงานของตับและนำไปสู่การเกิดโรคตับแข็งมากที่สุดมักมาจาก 3 สาเหตุ ดังนี้

1.การดื่มสุราที่มากเกินไปติดต่อกันนานหลายปี

2.โรคเรื้อรังจากการติดเชื้อของตับ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบ บี และโรคไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis B และ C) ที่พบได้บ่อย

3.ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ เช่น ภาวะไขมันพอกตับที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน

ส่วนสาเหตุรองที่อาจนำไปสู่โรคตับแข็งได้ เช่น

-โรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตัน เช่น โรคบิลิอารีอะทรีเซีย (Biliary Atresia) ในทารกแรกเกิดที่ไม่มีท่อน้ำดีมาแต่กำเนิด โรคตับแข็งที่ไม่ทราบสาเหตุ (Primary Biliary Cirrhosis: PBC) ในผู้ใหญ่

-การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวติดต่อกันหลายครั้งจนทำให้น้ำไหลเข้าตับ

-โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคซีสติกไฟโบรซีส หรือโรคหลอดลมพอง (Cystic Fibrosis) โรคพันธุกรรมเมตาบอลิกที่ไม่สามารถสะสมไกลโคลเจนไว้เป็นพลังงานในร่างกายได้ (Glycogen Storage Diseases) ถุงลมโป่งพองจากการขาดอัลฟ่า-1 (Alpha-1 Antitrypsin Deficiency)

-โรคอื่น ๆ เช่น โรควิลสัน (Wilson’s Disease) ที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของตับที่มีการสะสมทองแดงมากเกินไป ภาวะเหล็กเกินหรือฮีโมโครมาโตซิส (Hemochromatosis)

-การรับประทานยาหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นเวลานาน

-การได้รับสารพิษ

-การติดเชื้อปรสิต

การวินิจฉัยโรคตับแข็ง

โดยทั่วไปโรคตับแข็งในระยะแรกอาจไม่พบอาการผิดปกติของร่างกาย แต่บางรายอาจมีการตรวจพบโรคตับแข็ง

ในระหว่างการตรวจสุขภาพประจำปี แพทย์จะมีการตรวจเบื้องต้นด้วยการสอบถามประวัติทางการแพทย์อาการ

ผิดปกติที่พบ พฤติกรรมการดื่มสุรา และการตรวจร่างกายทั่วไปโดยการคลำดูขนาดและตำแหน่งของตับเพื่อ

ประเมินให้มีการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น

-การตรวจเลือด

เป็นการตรวจสารเคมีในเลือดเพื่อวัดประสิทธิภาพในการทำงานและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับโดยอาจมีการ

ทดสอบดูในหลายส่วน เช่น ตรวจดูการแข็งตัวของเลือด ตรวจการทำงานของตับโดยดูค่าสารบิลิรูบิน

(Bilirubin) ที่เกิดจากการแตกตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือเอนไซม์บางชนิด ไปจนถึงการทดสอบหาโรค

ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ด้วยการวัดเอนไซม์ 2 ตัว คือ SGOT (AST) และ SGPT(ALT) ซึ่งค่าที่ตรวจถ้าสูงกว่า

มาตรฐานอาจบ่งบอกว่าเกิดการอักเสบของตับ เนื่องมาจากโรคไวรัสตับอักเสบหรือตับอักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ

รวมไปถึงตรวจการทำงานของไตจากการดูค่าครีเอตินิน (Creatinine) ซึ่งช่วยวัดค่าการทำงานของไตว่าอยู่ใน

ระดับไหนหากมีระดับที่ลดลงอาจหมายถึงเริ่มมีอาการของโรคตับแข็งระยะสุดท้าย

(Decompensated Cirrhosis)

-การตรวจสแกนตับ

เป็นการถ่ายภาพของตับด้วยการเอกซเรย์ เพื่อดูสภาพของเนื้อเยื่อว่าเกิดพังผืดหรือรอยแผลขึ้นหรือไม่

เช่น อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีที สแกน (CT Scan) การตรวจตับและม้ามด้วย

รังสี (Radioisotope Liver/Spleen Scan) หรือไฟโบร สแกน (Fibro Scan)

-การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

เป็นการนำตัวอย่างชิ้นเนื้อบางส่วนของเนื้อเยื่อตับที่ได้จากผู้ป่วยไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยยืนยันผล

การวินิจฉัยของแพทย์และช่วยหาสาเหตุของโรคได้

-การผ่าตัดผ่านกล้อง

ในบางกรณีอาจต้องใช้การผ่าตัดส่องกล้องบริเวณช่องท้อง เพื่อให้เห็นตับทั้งหมดได้ชัดเจนมากขึ้น

การรักษาโรคตับแข็ง

โรคตับแข็งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

แต่เป็นการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลง และลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้าย

แรง ทั้งนี้ วิธีการรักษาจะต้องดูตามสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเป็นหลัก ในรายที่เป็นโรคในระยะที่รุนแรงแล้วอาจ

จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ในบางรายอาจเป็นการควบคุมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้

ชีวิตประจำวัน เช่น

1.หยุดการดื่มแอลกอฮอล์

หากผู้ป่วยโรคตับแข็งที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทเพื่อ

ไม่ให้เป็นปัจจัยไปกระตุ้นให้พัฒนามากยิ่งขึ้น แพทย์อาจมีการแนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรมบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสุราใน

บางราย หากไม่สามารถลดการดื่มแอลกอฮอล์ลงได้

2.รับประทานยาเพื่อช่วยควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบ

แพทย์จะมีการจ่ายยาประเภทสเตียรอยด์หรือยาต้านไวรัส เพื่อช่วยไม่ให้เซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น และลดจำนวนไวรัสลง

3.ลดน้ำหนัก

ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันเกาะตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการดื่มสุรา ควรมีการลดน้ำหนักลง เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีอาการของโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุเฉพาะเจาะจง แต่อาจเป็นอาการผิดปกติจากภาวะ

แทรกซ้อนของโรค แพทย์จะใช้ยาในการควบคุมอาการของโรคควบคู่กับการเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ภาวะการบวม

น้ำ (Edema) ตามอวัยวะต่าง ๆ โดยให้รับประทานยาขับปัสสาวะ (Diuretics) เพื่อช่วยขับน้ำออกจากร่างกาย

และเลี่ยงการรับประทานเกลือที่มากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการบวมน้ำมากขึ้น หรือการรักษาภาวะเหล็กเกิน

ด้วยการใช้ยาขับธาตุเหล็กหากผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งขั้นรุนแรงจนทำให้ไตทำงานได้น้อยลงมากอันส่งผลให้

เกิดโรคหรืออาการรุนแรง เช่น ตัวเหลือง ท้องมานรุนแรง มะเร็งตับ อาจจำเป็นต้องมีการปลูกถ่ายตับใหม่ที่ได้

จากผู้บริจาคตับ และยังทำได้เฉพาะในคนที่แข็งแรงเท่านั้น

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง

โรคตับแข็งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้เมื่อโรคมีการพัฒนารุนแรงมากขึ้น เช่น

-ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร (Variceal Bleeding)

เนื่องมาจากความดันในหลอดเลือดดำที่ไหลผ่านตับมีเพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง จึงอาจเกิดการอุด

ตันจนเส้นเลือดโป่งพองขึ้นได้ง่าย มีความเปราะ และเสี่ยงต่อการแตกจนทำให้มีเลือดออกอย่างรุนแรงใน

กระเพาะอาหารส่วนบนหรือหลอดอาหารได้

-การบวมน้ำและท้องมาน (Edema & Ascites)

เป็นภาวะที่มีการคั่งของน้ำและเกลือตามช่องว่างของเซลล์ต่าง ๆ จนทำให้ขาบวม หรืออาการท้องโต

-มีอาการทางสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy)

มักเกิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากตับทำงานลดลงจนไม่สามารถกำจัดสารพิษ

ออกจากลำไส้เล็กได้ จึงซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดจนส่งผลให้ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน ซึม มึนงง พูดไม่ชัด

-อาการร้ายแรงอื่น ๆ เช่น ภาวะไตล้มเหลว

ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง โรคเบาหวาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรง สูญเสีย

มวลกล้ามเนื้อ เต้านมขยายในผู้ชาย เข้าสู่วัยทองเร็วกว่าปกติ และอาจทำให้เสียชีวิตจากภาวะตับวายได้

การป้องกันโรคตับแข็ง

โรคตับแข็งป้องกันได้โดยลดโอกาสของการพัฒนาโรคด้วยการเลี่ยงปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดโรคให้มากที่สุดโดย

เฉพาะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ รวมไปถึงการดูแลสุขอนามัยพื้นฐานตามคำ

แนะนำต่อไปนี้

– หลีกเลี่ยงหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นปัจจัยหลักของการเกิดโรค โดยไม่ควรดื่มเกิน 14 หน่วยมาตรฐานต่อสัปดาห์ และควรกระจายปริมาณการดื่มไม่ให้มากเกินไปในแต่ละวัน

– ฉีควัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี (ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ซี)

-สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี

-ควรมีการป้องกันตนเองก่อนการใช้หรือสัมผัสกับสารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

-ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดโอกาสของการเกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นจนนำไปสู่โรคได้

-ควรระมัดระวังในการใช้สมุนไพรหรือเห็ดบางชนิด เพราะอาจส่งผลอันตรายต่อตับได้

-หลีกเลี่ยงหรืองดการกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนของพยาธิใบไม้ในตับที่อาจเป็นสาเหตุของโรคตับตามมาได้

โรคตับแข็งน่ากลัวมากเลย รู้แล้วทุกคนควรมั่นรักษาสุขภาพกันด้วยนะโรคภัยจะได้ไม่มาใกล้นะค่ะ

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here