ทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุขหลังป่วยเป็นมะเร็ง 10 ข้อปฎิบัติ

0
298

10 สิ่งที่ค้นพบความสุขในชีวิต…จากผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกระยะที่ 4 บทความดี ๆ ที่ให้กำลังใจผู้ป่วยเป็นมะเร็งทุกคน

เป็นเรื่องราวดี ๆ ที่เปรียบเสมือนยาชูกำลังสำหรับหัวใจขนานใหญ่เลยล่ะ สำหรับเรื่องราวของ คุณสมาชิก

หมายเลข 1451102 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่ได้เผยแพร่เรื่องราวและความรู้สึก…หลังจากที่ทราบว่าตัว

เองป่วยเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูก ระยะที่ 4… แบบที่ไม่คาดคิดมาก่อน

หากย้อนความก่อนที่จะต้องเผชิญกับโรคร้าย เขาบอกว่า ชีวิตในวัยเด็กของเขาเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไปถูกสั่ง

สอนให้พยายามเรียนเก่ง ๆ และพยายามสอบให้ได้ที่ดี ๆ ซึ่งเขาก็สามารถเข้าเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้

สำเร็จ และเป็นที่รู้กันดีว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยมีอิสระ และเขาก็ได้ใช้อิสระในชีวิตเยอะขึ้น ตามแบบฉบับวัยรุ่น

จนกระทั่งเรียนจบ เขาก็เริ่มหมุนไปสู่อีกด้านของเหรียญอย่างเต็มตัว.. คือทำงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกลาง

คืน ใช้ชีวิตสลับขั้ว ตื่นกลางคืน นอนกลางวัน และสังคมก็เป็นไปในอีกรูปแบบหนึ่ง จนอายุ 29 ปี  (ปัจจุบันอายุ

30 นิด ๆ) เขาก็ตัดสินใจบอกลาชีวิตกลางคืน เมื่อพบว่าสิ่งที่เคยทำมันไม่สนุกอีกต่อไป และเริ่มรู้สึกรับไม่ไหว

แบบชีวิตแบบนั้น ซึ่งหลังจากนั้น เขาก็ได้ลองมาใช้ชีวิตในแบบปกติทั่วไปดูบ้าง ทำงานกลางวัน นอนกลางคืน

แต่ถึงกระนั้น ช่วงเวลานี้ก็เป็น 1 ปีที่เกิดความสับสนไม่น้อย เพราะสิ่งที่เป็นไปยังไม่ “ใช่” ตัวเขาเลย จนกระทั่ง

เขาได้ “เจอ” กับบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิต….นั่นก็คือการตรวจพบ “มะเร็งหลังโพรงจมูก

(Nasopharyngeal carcinoma)” โดยอยู่ระดับ stage 4b  (T1N3M0)

โจทย์หนักระดับชีวิตอย่างนี้ ทำให้เขาใช้สิ่งที่มีอยู่ในการจัดการนั่นก็คือ “สติ” โดยใช้ปัญญาและความ

เพียร และเขาก็พบคำตอบ ก็คือความสุข… ซึ่งความสุขที่เขาได้รับยามที่เจ็บป่วยนี้ เป็นยาวิเศษที่ทำให้เขายิ้ม

และมีแรงที่จะต่อสู้กับโรคร้ายได้…

  1. เริ่มหันมามีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว

อยากจะบอกว่าไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตในรูปแบบไหน ชีวิตมีรูปแบบอื่น ๆ ซ่อนไว้ให้คุณค้นหามันเสมอ

มุมเหล่านั้นในชีวิต คุณจะไม่มีทางมองเห็นเลยถ้าคุณไม่เปิดใจกับมัน  ….ขอยกตัวอย่างแบบนี้ล่ะกัน ……ช่วง

ที่รักษาตัวถ้าไม่อยู่บ้านก็โรงพยาบาลเป็นอย่างนี้อยู่นานมาก ลองนึกตามว่าจากคนที่แทบไม่ค่อยอยู่บ้านกลับ

ต้องมาทำอะไรแบบนี้  หนทางเดียวที่จะทำชีวิตให้มีความสุขกับมันได้คือ วิธีมองโลกใบเดิมในมุมมองที่ต่างไป

จำความรู้สึกของข้าวต้มหมูหยอง ชามแรกหลังจากที่ต่อมรับรสกลับมาทำงานอีกครั้งได้เลยครับมันคือรสชาติ

ที่ไม่ได้ขึ้นกับความรู้สึกที่ว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อย  แต่มันเป็นการรับรู้ในรูปแบบของการได้กลับมารับรู้รสชาติ

อาหารอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกพิเศษที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อนในตลอดสามสิบปี ทั้งที่ข้าวต้มแบบนี้ผมเคยกิน

มาเป็นพันครั้ง หามันให้เจอครับ ความรู้สึก รูปแบบ ในชีวิตที่ซ่อนอยู่  อย่างละนิดละน้อย ผสม ๆ กันไปมันจะออก

มาเป็นวันที่สุดแสนพิเศษได้เสมอ

 

  1. สุขภาพดี กับ ครอบครัว ที่อบอุ่น เป็นต้นทุนของฟรีที่บางคนไม่ค่อยจะเห็นค่ากัน

มีเรื่องจริงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับมะเร็งที่จะเกิดขึ้นกับทุกครอบครัวเลย คือ เวลามีคนใดคนหนึ่งเป็นมะเร็ง

คนทั้งครอบครัวก็เหมือนจะเป็นไปด้วย ยิ่งใกล้ชิดผูกพันกันเท่าไรยิ่งแสดงออกมามากเท่านั้น…. ในกรณีช่วงวัน

แรก ๆ ที่หมอบอกว่าผลออกมา สิ่งหนึ่งที่ยากสุด ๆ  เลยคือจะหาวิธีการบอกกับที่บ้านอย่างไรความรู้สึกที่ว่า

ต้องเดินไปบอกกับที่บ้านว่ากำลังจะตาย ความรู้สึกตอนนั้นมันผสมระหว่าง ความกังวล กับ เสียใจ  อารมณ์

ตอนนั้นมันออกแนวตื้อ ๆ ยิ่งคุณลุงเคยเสียด้วยมะเร็งด้วยแล้ว การที่จะบอกกับป้าที่เลี้ยงเรามาอย่างไรแกก็อายุ

มากแล้วที่บ้านเลยกลัวเรื่องสภาพจิตใจของแกจะแย่ลงไปอีก…. ดังนั้นเวลาเกิดเรื่องประเภทแบบนี้

แนะนำเลยว่าหาคนที่มีสติ พอจะรับมือกับปัญหาได้พูดคุยเป็นคนแรกจะง่ายและดีที่สุด  รวมถึงความรู้สึกของคน

อื่น ๆ ในบ้านหลังจากที่ตัดสินใจบอกไป บรรยากาศผมสัมผัสได้ทันทีถึงความตึงเครียดที่เข้ามา ถึงแม้ทุกคน

จะพยายามยิ้มแล้วก็ตาม

  1. รับมือกับอดีตด้วย ด้วยการยอมรับความจริงในปัจจุบันหนึ่งข้อเท็จจริงในชีวิต

คือคุณไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ ดังนั้นเรื่องที่เกิดไปแล้วมันเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว  อย่าปล่อยให้เรื่องใน

อดีตมารบกวนจิตใจ  จนชีวิตในปัจจุบันแย่ไปด้วย

  1. อย่าเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

เชื่อเถอะว่าทุกคนมีปัญหา มีรูปแบบของชีวิตที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าใครก็ตาม ความทุกข์ของแต่ละคนไม่

เหมือนกันดังนั้นความสุขของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าคุณเป็นใครในโลกใบนี้จะรวยหรือ จน จะสวย จะหล่อ

หรือ รูปร่างหน้าตาไม่ดี  ถ้าเอาชีวิตไปเทียบกับคนอื่นมันไม่มีความสุขหรอก เพราะธรรมชาติของมนุษย์ มักมอง

หาความสมบูรณ์แบบ เวลาคุณเอาตัวไปเทียบกับคนอื่นแล้วเจอ ความไม่สมบูรณ์ในตัวคุณมันจะเป็นจุดกำเนิด

ของความทุกข์  หันมามองสิ่งที่จะสร้างความสุขให้ตัวคุณเองจริง ๆ  ดีกว่า เช่น เรื่อง The Bucket List

  1. รู้ถึงคุณค่าของตัวเอง

แต่อย่ามองตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง  เริ่มมองหาคุณค่าของตัวเอง มันจะมีมุมหนึ่งในชีวิตคุณที่มีค่า

ควรแก่การมีชีวิต คุณเชื่อผมเถอะว่าตัวคุณมีค่าแกใครคนหนึ่งบนโลกนี้เสมอ  อย่างน้อยที่สุดก็กับตัวคุณเองนั้น

  1. หาความฝันจริง ๆ ให้เจอ

มันควรจะเป็นความฝันของคุณเองไม่ใช้ความฝันของคนอื่น หรือสิ่งที่สังคมคาดหวัง เพราะตอนคุณจะตาย

ความฝันจะเป็นสิ่งที่คุณนึกถึงอย่างแรก ๆ ไม่ใช่เงิน ทอง ฐานะทาง สังคม อะไร พวกนั้นเลย และรู้ไว้เถอะว่าคน

เรามีความฝันได้มากกว่าหนึ่งอย่าง วิธีที่ผมจะแนะนำง่าย ๆ คือ เขียน list มันออกมาใส่กระดาษ เพราะความฝัน

บางอย่าง แก่แล้วก็ทำไม่ได้  บางอย่างอาจต้องใช้เงินทองสูง ผมเลยอยากให้ เริ่มเขียน list มันออกมาคุณจะ

เห็นภาพและวางแผนถูก  นั้นคือ ประเด็นที่สำคัญ เพราะเมื่อเริ่มเขียนมันออกมา คุณจะเห็นภาพความฝันของคุณ

ชัดเจนขึ้น  คุณจะเริ่มแยกออกว่าสิ่งไหนคือความฝันจริง ๆ สิ่งไหนเป็นมายาคติ ที่เกิดจากการหล่อหลอมจากสิ่ง

แวดล้อมรอบตัวคุณ

  1. ความกังวล การคิดมากจนเกินไป ไม่ช่วยให้ผลลัพธ์ ต่าง ๆ ออกมาดีขึ้น

มีแต่จะคอยทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาแย่ลง  บางทีคำว่า รู้จักพอ ก็เหมาะกับหลาย ๆ สถานการณ์ เช่น ใน

กรณีของผู้ป่วยมะเร็งทุกคนที่เล่นอินเทอร์เน็ตเป็น เวลาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ร้อยทั้งร้อยมักจะ Google

หาว่าชนิดที่ตัวเองเป็น มีโอกาสรอดมากไหม มีคนเป็นเยอะไหม รักษาที่ไหน ต้องกินอาหารอะไร ทำตัวเป็นแก้ว

ก้นรั่วที่หาข้อมูลเท่าไรก็ไม่พอ ซึ่งมันจะทำให้ความคิดในแง่ลบเข้ามามีอิทธิพลเหนือจิตใจเราส่งผลให้ จิตตก

เครียด ขาดสติ ร่างกายแย่ตามไปด้วย

  1. สติ

ควรอยู่กับติดกับตัวให้เป็นความเคยชิน คือเรื่องนี้ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงรู้ว่ามันสำคัญยังไง แต่หลาย ๆ

ครั้งในสังคมเราที่สิ่งนี้ถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธ อารมณ์กลัว อารมณ์เศร้า คำแนะนำง่าย ๆ

ที่จะทำให้อารมณ์เหล่านี้ลดลงคือ มั่นฝึกการเจริญ สติบ่อย ๆ  บางคนทำสมาธิ บางคนเน้นสวดมนต์แต่ในกรณีถ้า

รู้ว่าจิตจะตกให้เริ่มฟังเพลงคลาสสิคพวก Mozart ,Chopin  อะไรพวกนั้น (ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยฟังเลย)

รวมถึงเย็น ๆ เดินจงกลม (แต่ไม่เต็มรูปแบบ)  เพราะเนื่องจากมันเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ก่อนนอนนั่ง

สมาธิ  สวดมนต์ซักหน่อย

  1. ความหวังเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่คุณควรเตรียมวิธีรับมือกับความผิดหวังไว้ด้วย

ในผู้ป่วยมะเร็งทุกคน หรือแม้แต่มนุษย์บนโลกเราทุกชีวิต ความหวังเป็นเหมือนสิ่งที่ช่วยทำให้ความทุกข์

ถูกลืมออกไปจากชีวิต ดังนั้นถ้าเราพัฒนา ฝึกรับมือกับความผิดหวังไว้ด้วยแล้ว เราจะสามารถใช้ชีวิตบนความ

หวังได้อย่างไม่มีคำว่าสะดุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในกรณีในช่วงการรักษา หลาย ๆ ครั้งการที่ต้องเดิน

เข้าไปในห้องตรวจ แล้วคุณ หมอ มองผลตรวจ ทำสีหน้าไม่ค่อยสู้ดี  พร้อมบอกว่าผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่

ควรรับความเป็นจริงให้ได้และทำใจให้มีความสุขกับโรคไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

  1. ออกจากเงื่อนไขของ “เวลา”

ข้อนี้เป็นข้อที่มองว่าสำคัญมากที่สุดเพราะถ้าทำข้อนี้ได้ 9 ข้อข้างบนก็จะทำง่ายตามไปด้วย รวมถึงเป็นเหมือนเสาหลักที่ยึดโยงแนวคิดด้านบนที่ผมเขียนมายาว ๆ เข้าด้วยกันเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตเฉพาะตัวของแต่ละคนขึ้นมา

โดยในกรณีผู้ป่วยมะเร็งหลาย ๆ คนโชคดีที่ถูกบังคับด้วยตัวโรคที่เป็นทำให้เริ่มมองเห็นความสำคัญของข้อนี้แบบจริงจัง

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดประมาณว่า “จงใช้ชีวิตเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย” พวกนั้นบ่อย ๆ  ซึ่งในผู้ป่วย

มะเร็งคำพูดประมาณนี้มันเปลี่ยนจากคำคมบนหน้าเฟซบุ๊กมาเป็นความผู้สึกที่เกิดขึ้นจริงทุก ๆ วัน   คำพูดต่าง ๆ

ที่ชอบพูดในอดีต เช่น วันนี้ไม่มีเวลา หรือ เดียวค่อยทำเวลาเหลือเฟือ  กลายเป็นภาพสะท้อนของการใช้ชีวิตบน

เงื่อนไขของเวลา จนลืมมองหารูปแบบชีวิตที่สามารถมีความสุขได้โดย การปฏิบัติที่ไม่จำกัดเวลา ไม่ถูกยึดโยง

กับเวลาส่งผลแห่งความสุขทุกครั้งที่ปฏิบัติ ได้ทันที  ซึ่งนั้นจะทำให้ทั้งคุณและครอบครัว มีความสุขไม่ว่า

สถานการณ์จะเป็นเช่นไร

อย่างไรก็ดี..ล่าสุด และข้อคิด รวมถึงกำลังใจดี ๆ ให้กับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งด้วย… ไม่ว่าคุณจะต้องเจอเรื่องร้ายอะไร แค่ลองปรับความคิด ใช้สติในการมองทุกอย่าง ถึงอาการป่วยจะไม่ดีขึ้น อย่างน้อยการมองโลกในแง่ดีก็จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น อย่างไรก็ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยทุกคนอาการดีวันดีคืน ขอให้มีกำลังใจต่อสู้กับโรคร้าย ยิ้มรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และสู้ ๆ นะคะ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here