ปัจจัยหลักการดูแลผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพเบื้องต้นของคนที่คุณรัก

0
118

ใครมีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยจะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งวิกฤตเศรษฐกิจปีนี้

รุนแรงกว่าครั้งใดๆ การป้องกันดูจะเป็นยาขนานเอกที่ได้ผลเกินคาด วันนี้เรามีวิธีดูแลสุขภาพ

ผู้สูงอายุมาฝาก

ผู้สูงอายุ เป็นวัยที่ร่างกายเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ เกิดจากการที่ระบบต่างๆ ทำงานได้ลดลง หรือด้อยประสิทธิ

ภาพทำให้สุขภาพเสื่อมถอยตามไปด้วยแม้ว่าเราจะ ไม่สามารถแก้ไขปัจจัยความเสื่อมของร่างกายได้

แต่ในวัยสูงอายุ คุณก็สามารถดูแลตนเองเบื้องต้น เพื่อการมีสุขภาพที่ดีได้

การดูแลสุขภาพเบื้องต้นของผู้สูงอายุ มีดังนี้

– ดูแลเรื่องโภชนาการ

– ทานอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง รสเค็มจัด และรสหวาน

– นอกจากนี้ยังควรทานอาหารที่อ่อนนุ่ม และย่อยง่าย

– หลีกเลี่ยงปัจจัยเสื่อม

– คือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ ถ้างดได้ก็จะดีที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้

ร่างกายเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลเสียต่อสุขภาพ

– ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ

– การดื่มสะอาดให้เพียงพอ คือ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ในผู้สูงอายุที่ไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำทำให้

ระบบการย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายดีขึ้น

– ออกกำลังสม่ำเสมอ

– แม้จะอายุมากขึ้น แต่การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น

– ป้องกันโรค และทำให้สุขภาพแข็งแรง

– ควบคุมน้ำหนัก

– คุณควรรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันโรคอ้วน โรคเบาหวาน

– โรคไขมันอุดตัน-ในเส้นเลือด และโรคต่างๆ

– ทำจิตใจให้ร่าเริง

– ใจที่ร่าเริง เป็นยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุด ทำให้คุณดูสดใสอ่อนกว่าวัย และไม่แก่เร็วอีกด้วยสังเกตและดูแลตนเอ

– หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ใช้ยาอย่างเหมาะสม และพบแพทย์ตามนัด หรือเมื่อมีอาการผิดสังเกต

รวมถึงตรวจสุขภาพประจำปี หรืออย่างน้อยทุก 6 เดือน

-เพียงเท่านี้ คุณก็ก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุได้อย่างมีความสุข และมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่สมบูรณ์แข็งแรง

ส่งผลให้อายุยืนนานแล้วนะคะ

ปัจจัยหลักการดูแลผู้สูงอายุ

1. เลือกอาหาร

โดยวัยนี้ร่างกายมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล

และไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะปลา  และเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด

ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก  ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง  ผัก ผลไม้  ธัญพืชต่างๆ และควรกินอาหาร

ประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ทอด จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้นอกจากนี้ควร

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด  เค็มจัด  และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6 – 8 แก้วต่อวัน

2.  ออกกำลังกาย

หากไม่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง ทำให้ได้สัปดาห์

ละ 3 – 4 ครั้ง  จะเกิดประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยขั้นตอนการออกกำลังกาย

จะต้องค่อยๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้น จนถึงระดับที่ต้องการทำอย่าง

ต่อเนื่องจนถึงระยะเวลาที่ต้องการ จากนั้นค่อย ๆ ลดลงช้า ๆ และค่อย ๆ หยุด เพื่อให้ร่างกาย

และหัวใจได้ปรับตัว

3. สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์

จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้ๆสถานที่ท่องเที่ยว หรือการปรับภูมิทัศน์

ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก มีการปลูกต้นไม้ จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม

เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้

4. หลีกเลี่ยงอบายมุข

ได้แก่ บุหรี่และสุรา จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือลดความรุนแรงของโรคได้  ทั้งลดค่าใช้จ่ายใน

การรักษาและยังช่วยป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ  อาชญากรรมต่างๆ อันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในขณะนี้

5. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่ ส่งเสริมสุขภาพให้กล้ามเนื้อมีความ

แข็งแรง ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม

6. ควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน

โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว  ลดปัญหาการหกล้ม

และความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ  เช่น  โรคข้อเข่าเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

วิธีประเมินว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์อ้วนหรือไม่

โดยคำนวณจากดัชนีมวลกายหรือเรียกสั้น ๆ ว่า BMI (body mass index)  ถ้าน้ำหนักตัวเกิน ค่า BMI

จะอยู่ระหว่าง 23 – 24.9 กิโลกรัม/เมตร2   แต่ถ้าอ้วนล่ะก็  ค่า BMI จะตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/เมตร2 ขึ้นไป
                         สูตร ดัชนีมวลกาย(BMI)  = น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)
ส่วนสูง (เมตร)2

ตัวอย่าง   ผู้สูงอายุ   หนัก 67 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร
ดัชนีมวลกาย(BMI)     =   67
(1.6) 2
=  26.17   ถือว่าเข้าข่ายอ้วน

7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม

เช่น การซื้อยากินเอง  การใช้ยาเดิมที่เก็บไว้มาใช้รักษาอาการที่เกิดใหม่ หรือรับยาจากผู้อื่นมาใช้เนื่อง

จากวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการกำจัดยาลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยา

หรือผลข้างเคียง  อาจมีแนวโน้มรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นจึงควร

ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาจะดีที่สุด

8. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย

เช่น คลำได้ก้อน โดยเฉพาะก้อนโตเร็ว  แผลเรื้อรัง  มีปัญหาการกลืนอาหาร  กลืนติด  กลืนลำบาก

ท้องอืดเรื้อรัง  เบื่ออาหาร น้ำหนักลด  ไอเรื้อรัง  ไข้เรื้อรัง  เหนื่อยง่าย  แน่นหน้าอกหรือถ่ายอุจจาระผิด

ปกติมีอาการท้องเสียเรื้อรัง  ท้องผูกสลับท้องเสีย  ถ้าอย่างนี้ล่ะก็พามาพบแพทย์ดีที่สุด

9. ตรวจสุขภาพประจำปี

แนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี  หรืออย่างน้อยทุก 3 ปี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ

ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ  เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง เช่น

โรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง  ตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่มะเร็งลำไส้

มะเร็งเต้านม  มะเร็งปากมดลูก และยังมีตรวจการมองเห็น  การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการ

เกิดอุบัติเหตุด้วย

นอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจก็เป็นสิ่งสำคัญ  การทำจิตใจให้แจ่มใส 

 มองโลกในแง่ดีไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆ มากจนเกินไป  รวมถึงการเข้าใจและ

ยอมรับตนเองของท่านและผู้อื่นจะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง ว่าแต่อย่าลืม

ทำกันนะค่ะจะดีต่อผู้สูงอายุในบ้านและครอบครัว. 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here