ป่ากับธรรมชาติเป็นแหล่ง ของสังคมจุลชีพที่ดีต่อสุขภาพ

0
205

ร่างกายเรามีจุลชีพที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จุลชีพนี้ทำหน้าที่ดูแลส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเป็นตัวสำคัญใน

การพัฒนาภูมิคุ้มกันในร่างกาย เพราะอารมณ์ของเราก็แปรเปลี่ยนตามจุลชีพได้เช่นกัน การที่ร่างกายและจิตใจ

ของเราได้ปฏิสัมพันธ์กับสังคมจุลชีพดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ป่าธรรมชาติเป็นแหล่งของสังคมจุลชีพดี

มีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่า ระบบเลือดและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะดีขึ้นเมื่อได้ไปเดินป่าเพียงไม่กี่ชั่วโมง

และจะดีต่อเนื่องไปทั้งสัปดาห์มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการบำบัดด้วยนิเวศ การปฏิบัติในป่าของ

ประเทศญี่ปุ่นเป็นการลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลดการผลิตฮอร์โมนความเครียดเพิ่มระบบ

ภูมิคุ้มกันและเพิ่มความรู้สึกโดย

รวมของความเป็นอยู่ การอาบป่า – โดยทั่วไปเพียงแค่อยู่ต่อหน้าต้นไม้ – กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ

สาธารณสุขแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นในปี พ. ศ. 2525 เมื่อกระทรวงป่าไม้ได้บัญญัติวลี Shinrin-Yoku ขึ้นและ

ได้ให้ความสำคัญกับการบำบัด โดยการชื่นชมธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิบะแห่งประเทศญี่ปุ่น

ได้กล่าวถึงการที่ทำให้ระบบร่างกายดีขึ้นจากการอาบป่า มาจาก 3 ปัจจัย

-การเดินในป่าเราจะได้รับกลิ่นน้ำหอมระเหยจากต้นไม้

จะได้รับประจุไฟฟ้ากระแสลบ เมื่อทั้งสามสิ่งที่ได้รับร่วมกันนี้ ทำให้ระบบคุ้มกันเราดีขึ้น มีการปรับปรุงคลื่นสมอง

ทำให้อารมณ์ดีขึ้น ยิ่งเราได้สัมผัสดิน ต้นไม้ก็ยิ่งทำให้เรารับจุลชีพดีๆ เพิ่มขึ้น ญี่ปุ่นจึงเกิดวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา

เพื่อดูแลสุขภาพในยุคใหม่นี้คือ กิจกรรม ชิรินโยกุ หรือการอาบป่า (Forect Bathing) เพื่อสุขภาพของกาย

-จิตประจุไฟฟ้าขั้วลบเกี่ยวข้องกับร่างกายอย่างไร

และทำไมมีอยู่มากในป่า เพราะ การสังเคราะห์แสงของพืชนั้นจะทำให้เกิดโมเลกุลออกซิเจนที่มีประจุไฟฟ้าลบ

อ่อนๆ เมื่อเราสูดดมเข้าไปก็จะไปประกบกับประจุไฟฟ้าขั้วบวก อนุมูลอิสระในร่างกายจนเปลี่ยนเป็นกลางแล้ว

ร่างกายก็จะหลั่งสาร “เซโรโตนิน” (Serotonin) หรือฮอร์โมน แห่งความสงบสุขออกมา ทำให้ร่างกายและจิตใจ

มีความกระปรี้กระเปร่า

-ลดอาการซึมเศร้าและคลายความเครียด

ลงที่สำคัญระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกายก็จะดีขึ้นด้วยเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ก็คือ ในเมืองที่มีป่าน้อย

ประจุไฟฟ้าขั้วลบก็น้อย อย่างในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ ผู้คนในสังคมนั้นมักจะหงุดหงิด วุ่นวาย ปวดหัวง่าย

อ่อนเพลีย เป็นโรคภูมิแพ้ และมีอาการของคนเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่อยู่ในสังคมที่แวดล้อมไปด้วยสีเขียว

หรือคนที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่าจริงๆ แล้วใน

ญี่ปุ่นมีการส่งเสริมให้ “อาบป่า” มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นวัฒนธรรมที่เรียกว่า

 “ชิรินโยกุ” ซึ่งในญี่ปุ่นมีการศึกษาอย่างจริงจัง และมีการตรวจวัดคุณสมบัติของป่าหลายๆ แห่ง ก่อนจะรองรับ

และแนะนำให้พื้นที่นั้นๆ เป็น “แหล่งอาบป่า” ที่มีคุณภาพ บางที่ถึงขั้นประกาศเป็น “คลินิกอาบป่า” เลยทีเดียว

ปริมาณของธรรมชาติสามารถรักษาโรคต่างๆได้ จากการใช้จุลินทรีย์ในดินเพื่อดูดซับอิเล็กตรอนอิสระที่ไหลผ่าน

เท้า (Earthing) Eco Therapy มีประโยชน์มากมายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ช่วยผ่อนคลายจิตใจช่วยให้เราลด

ระดับความเครียดและสร้างแรงบันดาลใจในความรู้สึกที่ได้ค้นพบความแปลกใหม่ของธรรมชาติ ป่าไม้และสวน

สาธารณะจึงสามารถมองเป็นภูมิทัศน์บำบัดได้

ต้นไม้เป็นรูปแบบชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและช่วยให้วิญญาณของเราผ่อนคลาย

อย่างที่เรารู้ว่าป่าจะปล่อยออกซิเจนเพื่อให้เราหายใจ และเกือบครึ่งหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอาศัยอยู่ในป่าทั้ง

ยังมีผู้คนอีกหลายร้อยล้านคนพื้นเมืองที่อยู่รอดขึ้นอยู่กับป่าพื้นเมืองบนโลกใบนี้

คุณอาจสังเกตเห็นว่าเมื่ออยู่ในป่าอากาศดูเหมือนว่าจะมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันไป เนื่องจากพืชและ

ต้นไม้ให้น้ำมันหอมระเหยที่ช่วยปกป้องพวกเขาจากแมลงและโรค อากาศในป่าอุดมไปด้วยสารหอมระเหยเหล่า

นี้การสูดดม Phytoncide ช่วยเพิ่มการทำงานของ “เซลล์ฆาตกรธรรมชาติ” (Natural Killing Cell หรือ NK )

ของมนุษย์ซึ่งจะช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน NK เป็นเซลล์ฆ่าเนื้องอก เซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติด

เชื้อไวรัสในร่างกายของเรา นอกจากนี้ยังลดฮอร์โมนความเครียด ซึ่งยังทำหน้าที่หลังจากได้อาบเป็นเวลา 1

สัปดาห์ หรือ 1 เดือน

ขณะที่ผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ในเมือง เวลาที่ใกล้ชิดธรรมชาติลดลง การศึกษาแสดงให้เห็นว่าแม้แต่การดูภาพ

ธรรมชาติ เช่น ภาพวาดหรือภาพถ่ายช่วยให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลฟื้นตัวเร็วกว่าผู้ที่จ้องมองแต่ผนังโรงพยาบาล

นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่เป็นโรคหอบหืดได้รับประโยชน์อย่างมากจากการได้อยู่ในธรรมชาติโดยการเพิ่มความ

สามารถในการมุ่งความสนใจของสิ่งเร้าจากมนุษย์ หรือจากเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามา หรือภูมิทัศน์ธรรมชาติใน

เมืองก็อาจจะฟื้นฟูทางจิตของเราให้ดีขึ้นได้

ผลกระทบของธรรมชาติต่อสมองของเราเป็นที่น่าสนใจ สมองของคุณสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อคุณอยู่ในสภาพแวดล้อม

ทางธรรมชาติ ในการค้นคว้าเกี่ยวกับผลกระทบด้านจิตวิทยาและด้านความรู้ความสามารถของนักประสาทวิทยา

แห่งกรุงนิวยอร์ก นายแพทย์ เดวิด สเตียร์เนอร์ พบว่าเป็นการพัฒนาขั้นสูงต่อระบบความคิดของคนเรา ธรรมชาติ

ทำให้เรามีความสนใจที่ชัดเจนและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ทฤษฎีคุณค่าความสนใจแสดงให้เห็นว่าการ

สัมผัสกับธรรมชาติสามารถทำให้จิตใจของเราชัดขึ้นได้

โดยผู้ที่อยู่ในธรรมชาติจะมีสัมผัสความนุ่มนวลของธรรมชาติ ความสงบ และมีความสุขใจที่ได้ฟังเสียงลมต้อง

ใบไม้ หรือเสียงนกร้องภายในป่า ซึ่งจะค่อยซึมทราบจับใจ ประดุจเสียงของการไหลของน้ำเหนือก้อนหิน หรือแม้

การชมเมฆเคลื่อนข้ามท้องฟ้า คุณสามารถดูธรรมชาติโดยไม่รู้สึกเบื่อ การปล่อยจิตใจให้คล้อยตามธรรมชาติ

“มันน่าหลงใหล … มันดึงดูดความสนใจได้อย่างอ่อนโยน”  จิตใจของคุณจะเป็นอิสระที่จะสะท้อนและเดินซึ่งเป็น

วิธีที่ดีในการทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของคุณลื่นไหล

ธรรมชาติยังปลูกฝังความรู้สึกของการเผชิญความเร้นลับไว้ในตัวเรา

การศึกษาอื่นได้พบว่าความคิดของเราจะขยายตัวได้มากขึ้นเมื่อเรารู้สึกแปลกใจและเมื่อเผชิญกับบางสิ่งบาง

อย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา การคิดนอกกรอบหรือขยายความคิดนี้ ช่วยให้เราสามารถพิจารณามุมมองที่แตกต่างกัน

และมีจินตนาการเหนือจากความจำเจที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ นี้ก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับความคิดสร้างสรรค์

การเปลี่ยนแปลงมุมมองเราได้

ดังนั้น การเชื่อมต่อและการปลูกฝังความเพลิดเพลินกับธรรมชาติ สามารถเดินท่องเที่ยวท่องป่าให้ความรู้สึกของการเติมเต็มและเพิ่มคุณภาพชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here