ภาวะสมองเสื่อมกับโรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มอาการสมองเสื่อม

0
184

ความเสื่อมของสมองเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่อาจย้อนคืนแต่ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตที่เปี่ยมสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์มาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ป่วย

หายออกไปจากบ้าน หรือได้ยินประกาศตามหาญาติของผู้สูงอายุที่เดินหลงทางอยู่ตามถนนหาทางกลับบ้านไม่

ถูกอันที่จริงแล้วเรื่องราวของโรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก

Better Health ฉบับนี้จึงไปคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเก็บข้อมูลมาฝากคุณ

สมองเสื่อม = อัลไซเมอร์?

ภาวะสมองเสื่อมกับโรคอัลไซเมอร์

มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในแง่ที่ว่า โรคอัลไซเมอร์นั้นเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มอาการสมองเสื่อม นายแพทย์

อิทธิพล ตะวันกาญจนโชติแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา ที่มีความสนใจพิเศษเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์

อธิบายว่า “ภาวะสมองเสื่อมเป็นความถดถอยในการทำงานของสมองซึ่งเกิดจากการสูญเสียเซลล์สมองโดยเริ่ม

จากส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจึงลุกลามไปยังสมองส่วนอื่น ๆ โดยที่ความเสื่อมถอยจะดำเนินอย่างช้า ๆแบบค่อยเป็น

ค่อยไปบางครั้งอาจใช้เวลานับ 10 ปี กว่าที่ความผิดปกติจะปรากฏชัดเจนจนสังเกตได้”

“ภาวะสมองเสื่อมเป็นความถดถอยในการทำงานของสมอง ซึ่งเกิดจากการสูญเสียเซลล์สมองโดยเริ่ม
จากส่วนใดส่วนหนึ่ง
แล้วจึงลุกลามไปยังสมองส่วนอื่น ๆ” 

กลุ่มอาการสมองเสื่อม (Dementia Syndrome)

จะจำแนกตามตำแหน่งของสมองที่เกิดความผิดปกติ อย่างเช่นสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์นั้นจะเป็นความ

เสื่อมถอยของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจดจำข้อมูลต่าง ๆ เมื่อเซลล์สมองส่วนนี้ถูก

ทำลายลง อาการที่สำคัญของผู้ป่วยอัลไซเมอร์จึงเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับความจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำ

ระยะสั้นซึ่งเป็นอาการที่นำมาก่อนอาการอื่น ๆ

“เราจะทราบได้อย่างไรว่าปัญหาความจำที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะโรคอัลไซเมอร์” นายแพทย์อิทธิพลกล่าว “ขอให้

พิจารณาว่าอาการดังกล่าวนั้น ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันหรือไม่ เมื่อเวลาผ่านไป อาการที่ตามมา

คือ ความบกพร่องของสมรรถนะทางสมอง (Cognitive Impairment)

เช่นมีปัญหาด้านการใช้ภาษาเลือกใช้คำพูดไม่ค่อยถูก สับสนเรื่องทิศทาง สิ่งที่เคยทำเป็นกิจวัตรก็เริ่มทำไม่เป็น

ไม่รู้เวลาและสถานที่ ไม่สามารถตัดสินใจได้ ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เป็นเป็นนามธรรม และมีการวางของผิดที่แปลก ๆ

บางรายมีความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและอารมณ์ เป็นต้น”

สาเหตุของภาวะสมองเสื่อม

สาเหตุหลักของภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ เรื่องของอายุและพันธุกรรม จำนวนผู้ป่วยที่พบว่าเป็นโรคสมองเสื่อม

นั้นเพิ่มมากขึ้นทุกปี ๆ โดยผู้ป่วยในวัยตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราการป่วยสูงถึงร้อยละ 5 – 8 และยิ่งทวีสูงขึ้น เมื่อ

อายุเพิ่มมากขึ้น ในผู้ที่อายุ 90 ปีขึ้นไป พบอัตราการเกิดโรคสูงถึงร้อยละ 50

“ภาวะสมองเสื่อมแบ่งได้เป็นสองประเภท ได้แก่

โรคสมองเสื่อมที่รักษาให้หายขาดได้ และโรคสมองเสื่อมที่รักษาไม่หายขาด ซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันออก

” นายแพทย์อิทธิพลกล่าว “ภาวะสมองเสื่อมชนิดที่รักษาได้นั้น ส่วนมากมักมาจากโรคทางกายซึ่งหลายครั้งเป็น

โรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เช่น กลุ่มที่เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบตัน (Vascular dementia) ซึ่งมี

สาเหตุจากความดันไขมันหรือน้ำตาลในเลือดสูง สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถรักษาได้โดยการรับประทานยา

ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร และดูแลร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย อาการคล้ายโรคสมองเสื่อมก็

จะดีขึ้นหรือหายไป”

ส่วนภาวะสมองเสื่อมอีกแบบที่ไม่สามารถรักษาได้ มักเกิดจากพยาธิสภาพบางประการในสมอง “มีทฤษฎีหนึ่งที่

ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าความผิดปกติของสมองดังกล่าว เกิดจากการก่อตัวอย่างผิดปกติของโปรตี

นอะไมลอยด์ในเนื้อสมองซึ่งในสมองคนสูงอายุทั่วไป สามารถพบโปรตีนดังกล่าวได้ แต่จะมีปริมาณไม่มาก

เท่ากับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์” นายแพทย์อิทธิพลกล่าว

เริ่มการวินิจฉัย

ในการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อม แพทย์จะมีการซักประวัติจากผู้ป่วย ญาติ หรือผู้ดูแลที่สามารถให้ข้อมูลที่สำคัญ

เกี่ยวกับความสามารถในชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความถดถอยด้านการทำงานของสมอง

“ในการซักประวัติความเห็นหรือมุมมองของผู้ดูแลมีความสำคัญมาก หากผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นั้นไม่สามารถรับรู้

ถึงความเจ็บป่วยของตนเอง อย่างไรก็ตาม มีบ้างบางครั้งที่ครอบครัวอาจไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติด้านความ

จำจึงไม่สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำแก่แพทย์ได้ ดังนั้นเมื่อได้ข้อมูลบางส่วนแล้วแพทย์ก็จะเริ่มการ

ทดสอบทางสมอง เพื่อวัดสมรรถภาพการทำงานประเมินความบกพร่องในการรับรู้เพื่อใช้วินิจฉัยโรคเช่นให้ทำ

แบบทดสอบกระดาษหน้าเดียวที่มีคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป ทักษะสมอง คิดเลข จากนั้นตรวจคัดกรองหา

สาเหตุของโรคที่รักษาได้”

นอกเหนือจากนี้ แพทย์ก็จะตรวจร่างกายเพื่อคัดกรองว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสมองเอง หรือจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ไขมัน ภาวะพร่องสารอาหาร จากนั้นก็รักษาผู้ป่วยตามสาเหตุที่เป็นก่อน

แนวทางการรักษา

สำหรับการรักษา แพทย์หญิงสสิธร ศิริโท ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาอธิบายว่า“เมื่อผ่านขั้นตอนการวินิจฉัย

จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนพอจะเริ่มการรักษาให้ตรงกับอาการแล้ว แพทย์ก็จะพิจารณารูปแบบการรักษาให้กับผู้ป่วย

ซึ่งจะมี 2 รูปแบบ คือ การรักษาด้วยการใช้ยาและการรักษาโดยไม่ใช้ยา”

เนื่องจากภาวะสมองเสื่อมนั้น มีทั้งที่เกิดจากสาเหตุที่รักษาได้และรักษาไม่ได้ หากวิเคราะห์แล้วว่าเกิดจาก

สาเหตุที่รักษาได้ก็จะวินิจฉัยหาโรคที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม และจะเริ่มการรักษาตามโรคที่ผู้ป่วยเป็นแต่ถ้า

สมองเสื่อมที่เกิดจาก ความเสื่อมของสมองเอง (Neurodegenerative) แพทย์ก็จะพิจารณารักษาอาการ

ตามระดับความรุนแรง “ในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ แพทย์จะให้ยาเพื่อช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่มาทำลายแอซิติลโค

ลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ส่งผลโดยตรงกับความทรงจำ ยาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มระดับของ

แอซิติลโคลีน เป็นการรักษาตามอาการโดยการปรับระดับของสารสื่อประสาทให้มีมากขึ้น แต่ต้องย้ำว่าการรักษา

ด้วยยานี้ไม่ได้ทำให้โรคหายขาด เพียงแต่ช่วยประคับประคองและยืดระยะเวลาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและ

ได้รับผลกระทบน้อยลง” แพทย์หญิงสสิธรกล่าว

ส่วนการรักษาที่ไม่ใช้ยานั้น แบ่งเป็นสองส่วนด้วยกัน ได้แก่ การบริหารสมอง และการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง

และใกล้ชิด “การบริหารสมองแพทย์จะหากิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดหรือเกมส์ให้ผู้ป่วยเล่น เช่น ให้เล่น

เกมส์ Sudoku อ่านหนังสือ ควบคู่ไปกับการเน้นความสำคัญในเรื่องของการดูแลผู้ป่วย ซึ่งต้องมีการแนะนำการ

ดูแลที่ถูกต้องอย่างใกล้ชิด ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติเกี่ยวกับการดำเนินของโรค การจัดสิ่งแวดล้อมที่

เหมาะสมและความปลอดภัยของผู้ป่วยรวมไปถึงให้การดูแลผู้ดูแลผู้ป่วยด้วย เพื่อรักษาสภาพทางจิตใจและเพิ่ม

คุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยผู้ดูแลและครอบครัว”

ข้อควรรู้สำหรับผู้ดูแล

ปัญหาสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์

แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะสำหรับตัวผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว โรคนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อครอบครัว

รอบข้างและสังคมอย่างที่เรานึกไม่ถึงเลยทีเดียว เพื่อเป็นแนวทาง และทำความเข้าใจกับโรคนี้

แพทย์หญิงโสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ มีคำแนะนำสำหรับการให้การดูแลผู้ป่วยโรค

สมองเสื่อมไว้ดังนี้

    – ทำความเข้าใจ ผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจและยอมรับกับภาวะสมองเสื่อมของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
    เนื่องจากผู้ป่วยจะมีปัญหาเรื่องความจำ และการใช้ความคิดด้านต่าง ๆ ตลอดจนการสูญเสียความสามารถ
    ในการแก้ไขปัญหาหรือการควบคุมตนเองของผู้ป่วย จนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพ พฤติกรรม
    ไปจนถึงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ และที่สำคัญต้องเข้าใจว่าอาการเหล่า
    นั้นเกิดขึ้นสืบเนื่องจากโรคที่ผู้ป่วยเป็นไม่ใช่แกล้งทำ
    – ให้ความรักการดูแลด้วยความรักและความเข้าใจ เมื่อผู้ดูแลตระหนักว่ายังมีความรักให้กับผู้ป่วยแล้วผู้
    ดูแลก็จะสรรหาวิธีการรักษาการดูแลด้านจิตใจ และอื่น ๆ ผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือด้านจิตใจของผู้ป่วยได้
    โดยการให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ไม่ว่าจะ
    เป็นการรับประทานอาหาร การขับถ่ายอย่างถูกสุขอนามัย การอาบน้ำ สวมใส่เสื้อผ้า รวมไปถึงการดูแลผู้
    ป่วยเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้านเพื่อไม่ให้เกิดการพลัดหลงกัน
    – รู้ขีดจำกัดของตนเอง นอกจากการดูแลผู้ป่วยแล้ว ตัวผู้ดูแลเองก็ควรจะดูแลร่างกายและจิตใจของตนเอง
    ด้วยรู้ขีดความอดทน สภาพทางอารมณ์ของตัวเอง เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ตลอดเวลาอาจ
    ก่อให้เกิดความเครียดหรือปัญหาด้านอารมณ์ บางครั้งผู้ดูแลอาจรู้สึกผิด ไม่มั่นใจในสิ่งที่ตนเองทำว่าถูก
    ต้องหรือไม่ดังนั้นนอกจากผู้ดูแลจะมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์แล้ว ต้องดูแลสุขภาพจิตของตนเอง
    ด้วยหากรู้สึกเหนื่อยก็ควรหยุดพักให้ผู้อื่นมาดูแลแทน เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจพร้อมแล้วก็ค่อยกลับมา
    ทำหน้าที่ผู้ดูแลใหม่

ในปัจจุบันผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมจำนวนมากถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านี้

ในอดีตอาจเคยเป็นกำลังสำคัญในการเลี้ยงดูครอบครัว และทำงานสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติดังนั้นจึงมี

ความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ดูแลต้องมีความเข้าใจใน เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกของผู้ป่วยและให้ความรักให้ผู้ป่วย

ยังคงรู้สึกมีศักดิ์ศรีอย่างที่มีมาตลอด ซึ่งบุคคลที่จะมาเป็นผู้ดูแลนั้นควรเป็นคนในครอบครัวคนใกล้ชิดหรือลูก

หลานที่รู้จักและเข้าใจผู้ป่วยเป็นอย่างดีอยู่แล้ว รู้ว่าผู้ป่วยชอบหรือไม่ชอบอะไร สามารถทำกิจกรรมร่วมกันกับผู้

ป่วยได้เพราะการดูแลด้วยความรักและความเข้าใจจากบุคคลในครอบครัวนั้นจะช่วยส่งเสริมภาวะทางจิตใจของผู้

ป่วยให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก

 

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here