สาเหตุ อาการปวดขา เกิดจากปัจจัยอะไร

0
107

ปวดขา (Leg Pain) คืออาการปวดบริเวณขาที่เกิดขึ้นบางจุดหรือทั่วทั้งขา โดยอาจมีอาการชา ปวดแปลบ หรือ

ปวดร้าวร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นผลจากโรคบางชนิด การบาดเจ็บ หรือการทำกิจกรรมที่ใช้ขามากเกินไป เช่น การ

เดินนาน ๆ หรือการออกกำลังกาย การวินิจฉัยจากแพทย์จะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุของอาการปวดขาเพื่อการ

รักษาและป้องกันที่ถูกต้อง

อาการปวดขา

ปวดขามักมีลักษณะอาการและบริเวณที่ต่างกันไป โดยอาจรู้สึกปวดเสียด หรือปวดแสบบริเวณต้นขา หน้าแข้ง

หรือน่อง การปวดขาอาจเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ หรือต่อเนื่อง และอาจดีขึ้นได้เองขณะพัก หรืออาจมีอาการอื่นเกิดขึ้น

ร่วมด้วย เช่น เหน็บชา ตะคริว ปวดร้าว หรือปวดตุบ ๆ เป็นต้น

อาการปวดขาอาจเป็นสัญญาณของโรคต่าง ๆ ผู้ป่วยจึงควรพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้ เพื่อรับการรักษา

และป้องกันการพัฒนาของอาการที่อาจเกิดขึ้น

ปวดขามากขึ้นเรื่อย ๆ

ปวดขาขณะทำหรือหลังทำกิจกรรม เช่น การเดิน

-ขาบวม หรือมีเส้นเลือดขอด

-ปวดต้นขาขณะนั่งเป็นเวลานาน

-ขาเริ่มซีด ฟกช้ำ บวม หรือเย็นผิดปกติ

-มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ

มีสัญญาณการติดเชื้อ เช่น มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส บริเวณที่ปวดเริ่มแดง กดแล้วเจ็บ สัญญาณอันตรายที่ผู้ป่วยควรพบแพทย์ทันที ได้แก่

เดินไม่ได้

-เจ็บหรือปวดต้นขามาก ประกอบกับอาการบวมแดง

-มีเสียงเปราะดังขึ้นที่ขาขณะเกิดอุบัติเหตุ

-มีบาดแผลรุนแรง เช่น ถูกของมีคมบาดจนเห็นเส้นเอ็นหรือกระดูก

สาเหตุของอาการปวดขา

การบาดเจ็บ การใช้ขามากเกินไป กระดูกหัก กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาด คือสาเหตุหลักของอาการปวดขาแต่

เนื่องจากขามีโครงสร้างและเนื้อเยื่อจำนวนมาก อาการปวดขาจึงอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่นเช่นกัน ซึ่งอาจแบ่ง

เป็นกลุ่มได้ดังต่อไปนี้

กลุ่มกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อ

การห้อเลือด

การบาดเจ็บอาจทำให้มีเลือดออกภายในเนื้อเยื่อและข้อต่อ จึงทำให้เกิดอาการบวมและเจ็บปวด

ตะคริว

ตะคริวมีลักษณะเป็นก้อนแข็งใต้ผิวหนังและอาจมีอาการบวมแดงร่วมด้วย มักเกิดขึ้นเองโดยเฉียบพลัน โดยมี

สาเหตุจากการขาดน้ำในร่างกาย กล้ามเนื้อตึงหรืออ่อนแรงจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นเวลานานหรือหนักเกิน

ไปการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) หรือสแตติน (Statins) หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ในเลือดต่ำ

เช่น โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม หรือโซเดียม

ปวดข้อ

อาจเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือโรคประจำตัว เช่น โรคข้ออักเสบ และโรคเก๊าท์

ปวดกล้ามเนื้อ

มักเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น การเดินหรือยืนนาน ๆ การออกกำลังกายอย่างหนักหรือปวดกล้าม

เนื้อจากการติดเชื้อในร่างกาย เป็นต้น

หน้าแข้งอักเสบ

คืออาการปวดและบวมบริเวณหน้าแข้งจากการใช้หน้าแข้งมากเกินไป เช่น การกระโดด วิ่ง หรือเต้น หากไม่เข้า

รับการรักษาหรือยังคงทำกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้กระดูกหักได้

กล้ามเนื้อเคล็ดหรือแพลง

เกิดจากการยืดกล้ามเนื้อมากเกินไปจนทำให้เนื้อเยื่อ เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด ส่งผลให้เกิดอาการบวม

อักเสบ และเจ็บปวดได้

กระดูกหัก

กระดูกหักทำให้ปลายประสาทในเยื่อหุ้มกระดูกอักเสบและเสียหาย จึงทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กระดูกที่หักมี

อาการตึง และส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้น

เอ็นอักเสบ

คือการอักเสบของเส้นเอ็น ซึ่งกระทบข้อต่อบริเวณใกล้เคียง โดยมักเกิดขึ้นที่เอ็นร้อยหวาย หรือกระดูกส้นเท้า

ภาวะความดันในกล้ามเนื้อสูง

คือภาวะฉุกเฉินที่ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัด เพื่อลดความดันภายในกล้ามเนื้อ เพราะความดันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้

เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ ผู้ป่วยจึงเกิดอาการชา ปวด และไม่สามารถขยับเท้าหรือข้อเท้าได้

อาการปวดขาในเด็ก พบได้บ่อยในช่วงอายุ 3-5 ปี และ 8-12 ปี สาเหตุอาจเกิดจากการเจริญเติบโตของกระดูกที่

ยืดยาวเร็วกว่ากล้ามเนื้อ การใช้กล้ามเนื้อหรือทำกิจกรรมในช่วงกลางวันมากเกินไป โดยมักมีอาการปวดตึงที่

กล้ามเนื้อน่อง ข้อพับเข่า หรือต้นขาเป็นเวลา 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง และมักเป็นช่วงเย็นหรือก่อนนอน บางครั้งอาจ

มีอาการหลังจากนอนหลับไปแล้ว ทำให้เด็กต้องตื่นขึ้นกลางดึก แต่พอบีบนวดสักพัก อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นและ

สามารถนอนหลับต่อได้ ตอนเช้าจะเดินวิ่งได้ตามปกติ อาการปวดขาในเด็กมักหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น

กลุ่มโรคติดเชื้อ

ผิวหนังอักเสบ เกิดขึ้นจากอาการบวมน้ำภายใต้ผิวหนังหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus หรือ

Staphylococcus ซึ่งทำผลให้เกิดอาการปวดขาได้

โรคกระดูกติดเชื้อ

คือการติดเชื้อที่บริเวณกระดูก มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อโรคอื่น ๆ โรคงูสวัด เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสในระบบ

ประสาท จึงอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดมากจากการอักเสบของเส้นประสาทไขสันหลัง โรคเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ

คือการติดเชื้อแบคทีเรียในผิวหนังแท้และเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจลุกลามไปยังกล้ามเนื้อได้

การรักษาอาการปวดขา

การรักษาด้วยตนเอง ผู้ป่วยสามารถใช้วิธีการต่อไปนี้ได้เพื่อบรรเทาอาการปวด ตะคริวหรือการบาดเจ็บเล็ก ๆ

น้อย ๆ พักการใช้ขา และวางขาไว้บนหมอนหรือตำแหน่งที่สูงกว่าลำตัว ประคบน้ำแข็งบริเวณที่รู้สึกปวดหรือ

เคล็ด 4 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 15 นาทีรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล และแอสไพริน ใส่ผ้ารัดขาเพื่อ

ช่วยป้องกันอาการบวม ลดการเกิดลิ่มเลือด และทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตในขาดีขึ้น อาบน้ำอุ่นช่วยคลาย

กล้ามเนื้อหากผู้ป่วยปวดขาท่อนล่าง ให้ยืดหรือเหยียดนิ้วเท้าออกให้ตรง หรือหากมีอาการปวดขาท่อนบน ให้ก้ม

ตัวลงแตะนิ้วเท้าเป็นเวลา 5-10 วินาทีเพื่อยืดเส้น

การรักษาด้วยวิธีการทางการแพทย์

การรักษามักขึ้นอยู่กับลักษณะอาการหรือโรคประจำตัวของผู้ป่วย ประกอบกับผลการวินิจฉัยของแพทย์ เพื่อช่วย

ลดอาการปวดและควบคุมสาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการปวดขาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การบาดเจ็บเล็กน้อยอาจ

ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใด ๆ แต่ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ อาจต้อง

เข้ารับการรักษาตลอดชีวิตเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น

การป้องกันอาการปวดขา

ควรยืดเส้นทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย และควรออกกำลังกาย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที ควบคุมน้ำ

หนัก และรับประทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น กล้วยและไก่ งดสูบบุหรี่ และจำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่ม

แอลกอฮอล์ โดยผู้หญิงควรดื่มเพียง 1 ขวดต่อวัน และ 2 ขวดต่อวันสำหรับผู้ชาย ใช้ไม้เท้าเพื่อช่วยพยุงกรณีที่

ไม่สามารถยืนหรือเดินได้ตามปกติ เป็นต้น.

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here