หลังความตายแล้วไปที่ไหน!หลายๆคนบอกว่าไปสวรรค์กับนรก เรามีคำตอบให้คุณ

0
375

ความตาย

เราสามารถเลือกที่อยู่หลังการตายของเราได้ และสามารถรู้ด้วยตนเองว่าตายแล้วจะได้ไปอยู่ที่ไหนแต่หากยังมี

ชีวิตอยู่ควรมั่นทำบุญสร้างกุศลน่ะค่ะ แน่นอนหากเราตายไปคงไม่มีใครอยากไปนรกแน่นอนทุกคนล้วนแล้วอยาก

ไปเกิดภพภูมิที่ดี อย่างไรก็ดีมั่นสร้างบุญกุศลด้วยน่ะค่ะ เพื่อพูดถึงความตายทุกคนจะรู้สึกว่าสิ่งเป็นอัปมงคลเป็น

สิ่งที่ไม่ควรมาพูดเล่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนต่างก็รู้ว่าไม่สามารถหนีความตายไปได้ เมื่อเกิดมาแล้วทุกคนต้องตายแต่

ไม่มีใครอยากพูดถึง อยากคิดถึง แม้เมื่อได้ข่าวคนตายจะรู้สึกสลดใจ ยิ่งเป็นญาติด้วยแล้วจะรู้สึกใจหายถ้าเป็น

คนใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง ลูกหลาน ถ้ามีอันต้องตายจากไปยิ่งรู้สึกเสียใจ ถ้าเป็นการตายที่ไม่สมกับ

วัย เช่น ยังเด็กอยู่หรือยังเป็นหนุ่มเป็นสาวจะรู้สึกเสียใจมากกว่าตายตอนแก่ โดยความเป็นจริงแล้วการตายเกิด

ขึ้นได้กับคนทุกวัย อัตราการตายโดยเฉลี่ยคนวัยหนุ่มสาวตายมากกว่าคนแก่ เพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้ตายมี

มากกว่าโดยเฉพาะอุบัติเหตุพูดเรื่องความตายมาเสียยืดยาวทำให้ท่านผู้อาจสลดใจกันพอสมควรแล้ว

“คิดถึงความตายสบายนัก มันหักรักหักหลงในสงสาร บรรเทามืดโมหันอันตรการ ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ

พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่า “อานนท์เธอคิดถึงความตายวันละกี่ครั้ง”

พระอานนท์ตอนว่าวันละครั้งพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าบอกว่า “อานนท์เธอตั้งอยู่ในความประมาท”

นี่ขนาดพระอานนท์คิดถึงความตายวันละครั้งพระพุทธเจ้ายังบอกว่าตั้งอยู่ในความประมาทเลย แล้วทีพวกเรา ๆ

คิดถึงความตายกันกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปีสักครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ได้ข่าวคนตายคงไม่มีใครอยากคิดถึงความตายกันหรอก

จริงไหมท่านประเด็นที่อยากเขียนครั้งนี้ก็เพราะอยากหาความจริงที่ว่า “ตายแล้วไปไหน” เพราะทุกคนต่างก็รู้ดี

กันอยู่แล้วว่าสักวันเราคงหนีความตายไม่พ้น จึงอยากรู้ว่าเมื่อเราตายหรือญาติเราตายแล้วไปอยู่ที่ไหนบางคน

บอกไปสวรรค์ บางคนบอกไปนรก บางคนบอกไปเป็นเปรต ไปเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แล้วตกลงตายแล้วไปไหน

คนที่รู้เรื่องนี้เห็นมีอยู่คนเดียวแต่ตอนนี้ท่านนิพพานไปเสียแล้ว คือ พระพุทธเจ้าของเรานั่นเอง ท่านรู้กำเนิดของ

สัตว์ทุกรูปทุกนาม แต่เมื่อท่านปรินิพานไปแล้วจึงไม่รู้จะไปถามท่านอย่างไร หรือถ้าท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่

อยู่ดี ๆ จะไปถามท่าน ๆ คงไม่บอกหรอก เพราะพระองค์จะตรัสเรื่องอะไร ท่านจะต้องพิจารณาก่อนว่าคำพูดนั่น

สมควรหรือเปล่า ผู้ฟังได้รับประโยชน์หรือเปล่า ถ้าพิจารณาแล้วว่าสมควร ผู้ฟังได้รับประโยชน์ท่านจึงตรัส

เรื่องตายแล้วไปไหนมีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่รู้ แต่ก็มีวิธีรู้ได้ว่าตายแล้วจะไปไหน ท่านได้กล่าวไว้เหมือนกันถึง

จะไปตรง แต่เราก็ตีความได้ ท่านกล่าวว่า ใครทำดี ทำบุญสร้างกุศลตายแล้วได้ไปสู่สุขติ ถ้าใครทำชั่ว ทำบาป

ตายแล้วไปสู่ทุกข์คติ

การจะรู้ว่าใครตายแล้วไปไหนเป็นเรื่องยากก็ไม่รู้ว่าใครตายแล้วไปอยู่ที่ไหน แต่รู้ว่าเราตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน

ใครอยากรู้จะเล่าให้ฟัง อันดับแรกต้องรู้เสียก่อนว่า หลักคำสอนในพุทธศาสนา ท่านแบ่งคติหรือที่อยู่ของสัตว์ไว้สองอย่างคือ สุขคติ กับ ทุกข์คติ ท่านยังแบ่งย่อยไปอีกคือ

ทุกข์คติ มี 4 ภูมิ หรือ 4 แห่งใหญ่ ๆ คือ

1.นรก

2.เปรต

3.อสุรกาย

4.สัตว์เดียรัจฉาน (รู้จักกันดีอยู่แล้วไม่ต้องดูรูปนะครับ)

สุขคติ มี

1.มนุษย์

2.สวรรค์ แบ่งย่อยออกไปอีกเป็น 6 ชั้น คือ

ภาพพวกนี้หาดูได้ตามผนังโบสถ์

-ชั้นจาตุมหาราชิกา

-ชั้นดาวดึงส์

– ชั้นยามา

-ชั้นดุสิต

– ชั้นนิมมานรดี

-ชั้นปรนิมมิตวสวัสตี (อยากรู้รายละเอียดสวรรค์ชั้นได้เป็นอย่างไรได้ในไตรภูมิพระร่วง)

3.พรหมโลก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือรูปพรหมกับอรูปพรหม

รูปพรหมมี 16 ชั้น (พรหมพวกนี้ต้องได้รูปฌาน)

จะเห็นว่าที่อยู่ของสัตว์นั้นมีอยู่ 31 ภูมิ หรือ 31 ที่ใหญ่ ๆ ซึ่งแต่ละที่นั้นสัตว์ที่จะไปอยู่ในที่นั้น ๆ จะขึ้นอยู่กับกรรม

ดี หรือกรรมชั่วที่สัตว์เหล่านั้นได้ทำไว้ อย่างเหมาะสมแก่การไปเกิดในภพภูมินั้น ๆ

จะขอยกตัวอย่างที่อยู่ในโลกมนุษย์เรานี้ก็มีหลายแห่ง แต่ละแห่งที่มนุษย์จะไปอยู่ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของตน ๆ

เช่น พวกทำชั่ว ลักขโมย จี้ปล้น ฆ่า ที่อยู่ของคนพวกนี้คือคุกตะราง บางคนชอบทำบุญตักบาตร รักษาศีล ก็เขา

วัด หรือถึงขั้นออกบวชเป็นพระอยู่ประจำที่วัดเลยก็มี บางคนไม่ถึงขั้นทำชั่ว แต่ก็ไม่รักษาศีล ปฏิบัติธรรมแต่ขยัน

ทำมาหากินสะสมเงินทางก็สามารถยกฐานะทางสังคมจนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีน่ามีตา บางคนทำมาหากิน

ไปวัน ๆ ไม่ศึกษาเล่าเรียนปล่อยชีวิตไปเรื่อย ๆ เกิดมายากจนก็คงยากจนอยู่อย่างนั้น

หรืออีกมุมหนึ่ง บางคนมีบ้านช่องใหญ่โต มีรถหรูขับ บ้างคนแค่มีบ้านธรรมดาอาจมีรถยนต์ขี่ หรือแค่มอเตอร์ไซด์

บางคนอยู่บ้านโกโรโกโส แค่เอาไม้ หรือสังกะสีผุ ๆ ทำหลังคาคุมหัว บางคนเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่อยู่ต้องอาศัย

นอนตามป้ายรถเมล์ ใต้สะพานจะเห็นได้ว่าแม้แต่ในโลกมนุษย์ของเราเองยังแบ่งที่อยู่ของคนออกเป็นหลายชั้น

หลายประเภทชีวิตหลังความตายซึ่งไม่มีใครรู้ แต่ทุกคนอยากรู้ แต่เราสามารถเลือกจะไปอยู่ในที่นั้น ๆ ตามที่

กล่าวมาข้างต้นได้ เพราะแต่ละสถานที่เหล่านั้นล้วนเป็นที่อยู่ของสัตว์ที่มีพฤติกรรมที่ทำแล้วในปัจจุบันชาติที่

เป็นมนุษย์นี้ และประกอบกับกรรมในอดีตชาติที่สร้างสะสมไว้

มนุสสภูมิเป็นภูมิกลาง ๆ เป็นภูมิที่สัตว์โลกสามารถทำได้ทั้งความดีและความชั่ว คนทำความดีก็จะไปอยู่ในที่ดี

ซึ่งเรียกว่า สุขคติ ใครทำความชั่วก็จะไปอยู่ในที่ไม่ดีที่เรียกว่า ทุกข์คติ

ที่อยู่หลังความตายนั้นมีถึง 31 แห่ง ถ้าเราอยากเลือกไปอยู่ในที่ที่เราต้องการสักแห่งเราจะทำอย่างไร ใครอยากรู้

ตามผมมาในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามีบอกไว้เรียบร้อยแล้วว่า ถ้าใครอยากไปอยู่ที่ใด ให้ประพฤติ

ปฏิบัติตนอย่างไรจะบอกคราว ๆ ถึงวิธีที่ ๆ เป็นเหตุให้ไปอยู่ในภพภูมินั้น ๆ แต่ถ้าใครอยากรู้ถึงรายละเอียดอย่าง

แท้จริง ต้องไปบวชสัก 5 พรรษา อ่านพระไตรปิฎกสักสองสามรอบ

ที่แรก นรกภูมิ

ถ้าอยากไปอยู่ในที่นี้ทำยากหน่อย เพราะคุณจะต้องเป็นคนเลวสุด ๆ ต้องปล้น ฆ่า ข่มขืน โกหก

หรอกลวง ต้มตุ่นชาวบ้าน ค้ายาเสพติด ติดเหล้าติดยา ติดการพนัน ผิดลูกผิดเมียผิดผัวชาวบ้าน ถ้าอยากไปอยู่

ในอเวจีมหานรกกับพระเทวทัต ต้องฆ่าพ่อฆ่าแม่ จึงจะได้ไปอยู่ที่นั้น ใครอยากไปอยู่ในที่นี้ลำบากหน่อยนะครับ

เพราะก่อนจะได้ไปอยู่อาจต้องติดคุดติดตะรางในโลกนี้ก่อน พอตายแล้วจึงจะได้ไปอยู่ หรืออย่างเร็วหน่อยก็ต้อง

ถูกประหารชีวิต.. ใครอยากไปอยู่นรกยกมือขึ้น

ที่สองไปอยู่ในเปรตภูมิ

ต้องด่าพ่อ ด่าแม่ ด่าพระ เป็นคนตระหนี่ เงินทองแม้เล็กน้อยก็ไม่ยอมให้ใคร ไม่ต้องพูดถึงการทำบุญหรอกเพราะ

คนประเภทนี้ขี้ยังไม่ให้หมากินเลย ตีพ่อตีแม่ ตำหนิพระสงฆ์ ชอบทรมานสัตว์ กินของที่เขาเตรียมไว้ถวายพระ

เหมือนกับเปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสารไง ฯลฯ ประพฤติตนอย่างนี้ได้ไปเกิดเป็นเปรตสมใจแน่

ที่ต่อไปอสุรกายภูมิ

ใครอยากไปอยู่ต้องชอบเบียดเบียนชาวบ้าน ชอบหาเรื่องคนโน้นคนนี้ บางครั้งชอบยกพวกตีกัน (พวกเด็กช่างกล

ที่ชอบยกพวกตีกันตายไปได้ไปเกิดเป็นอสุรกายแน่) ชอบรังแกชาวบ้าน พวกตำรวจที่ชอบรีดไถชาวบ้านพวก

ทุจริตคอรัปชัน พวกเอาเงินที่ได้จากทุจริตหรือเงินที่เกิดจากการทำชั่วแล้วเอาไปทำบุญ หวังทำบุญล้างบาป

หรือพวกฆ่าสัตว์แต่เอาเนื้อไปทำบุญ พูดง่าย ๆ ก็คือพวกที่เอาทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ไปทำบุญ พวกนี้ได้

ไปอยู่ในอสุรกายภูมิ ในภูมินี้เปรตบางตนกลางวันมีความสุขเหมือนเทวดา ตอนกลางคือมีทุกข์เหมือนอยู่ในนรก

สาเหตุก็เพราะทำบุญบ้าง ทำบาปบ้างสลับกันไป

ถ้าใครอยากไปเกิดเป็น สัตว์เดียรัจฉาน ซึงจะมาเกิดในโลกเรานี้ แต่เกิดเป็นสัตว์ประเภทต่าง ๆ ตามบาปกรรมที่

ทำไว้คนพวกนี้มักเป็นพวกที่ไม่รู้จักปล่อยวาง พวกห่วงลูก ห่วงหลาน ห่วงทรัพย์สมบัติพัสถาน ไม่รู้จักรักษาศีล

ฟังธรรม หลงงมงาย มัวเมาอยู่ในกามคุณ รูป รส กลิ่น เสียง

สี่แห่งข้างต้นจัดเป็นทุกข์คติ มีแต่ความทุกข์ทรมานคงไม่มีใครอยากไปอยู่ แต่ถ้าใครอยากไปอยู่ก็ทำอย่างที่ผม

ว่านั่นแหละ หรือเห็นใครมีพฤติกรรมอย่างที่ได้บรรยายข้างต้น รู้ได้ทันทีว่าคนเหล่านั้น ตายไปแล้วต้องไปอยู่ในที่ใดที่หนึ่งข้างต้นนั้น

มนุสสภูมิ หรือโลกมนุษย์

ที่เรา ๆ ท่าน ๆ อยู่กันนี้แหละ เรียกว่าภูมิของสัตว์ผู้มีใจสูง ใครคิดว่าตายแล้วอยากกลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีก

ต้องหมั่นรักษาศีล 5 ให้สม่ำเสมอ ไม่ลวงละเมิดแม้เล็กน้อย ยิ่งถ้ารักษาให้บริสุทธิ์ได้เท่าไร หวังได้เลยว่าได้กลับ

มาเกิดเป็นมนุษย์อีกแน่นอน ศีลห้าข้อมีอะไรบ้างคงไม่ต้องบอกนะครับ ถ้าไม่รู้ก็ถามลูกสาวหรือลูกชายที่บ้าน

ก็ได้เด็ก ๆ รู้ทุกคนแหละโรงเรียนเข้าสอนกันทุกโรงเรียน ถ้าลูกมันบอกไม่ถูก ว่าง ๆ ก็แวะไปขอจากหลวงพ่อ

หรือหลวงพี่ที่วัดข้างบ้านก็ได้ ท่านไม่หวงหรอก รับมาแล้วรักษาไว้ให้ดีก็แล้วกัน

คราวนี้ถ้าไม่อยากเกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะรู้จักแล้วว่าบางทีก็ทุกข์ บางทีก็สุข ส่วนมากทุกข์มากกว่าสุขเบื่อเต็มที

แล้วใคร ๆ เขาบอกว่าสวรรค์เป็นที่ ๆ มีแต่ความสุขไม่มีทุกข์อะไรเลยอยากไปเกิดในสวรรค์

แต่ถ้าใครคิดว่าการเกิดในสวรรค์ก็ยังเกี่ยวข้องอยู่กับกามคุณ พอหมดบุญต้องกลับมาเกิดอีก ความสุขที่ได้รับก็

เป็นความสุขอันเกิดจากกามคุณ ยังเป็นความสุขแบบหยาบ ๆ อยากจะได้ความสุขที่ประณีตกว่าในสวรรค์ต้องไป

อยู่ในพรหมโลก ซึ่งเป็นภูมิที่เต็มไปด้วยความสุขอันปราณีต ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น เป็นสุขอันเกิดจากภายในตนเอง

ใครอยากได้ความสุขอันประณีตอย่างนี้จะต้องเจริญสมาธิโดยอาศัยรูปเป็นอารมณ์ จนได้ฌานตั้งแต่ปฐมฌาณ

จตุตถฌาน ก็จะได้ไปเกิดเป็นรูปพรหม ตั้งแต่ ปาริสัชชาพรหม จนถึง อกนิฏฐกาพรหม ส่วนจะเจริญสมาธิอย่างไร

ถึงจะได้ฌานระดับใด และจะได้ไปอยู่ในพรหมชั้นใด ก็อย่างที่เคยบอกนั้นแหละคือบวชสัก 5 พรรษา

อ่านพระไตรปิฎกสักสองสามรอบ

แต่ถ้าใครเจริญสมาธิโดยไม่ใช้รูปเป็นอารมณ์ แต่ใช้อรูปเป็นอารมณ์ จนได้ฌานตั้งแต่ อากาสานัญจายตนฌาน

วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็จะไปเกิดเป็นอรูปพรหมซึ่งมี

ความประณีตกว่ารูปพรหม ใครเจริญสมาธิได้ฌานใด เช่นอาสานัญจายตนฌาน ก็จะไปเกิดใน

อาสากานัญจายานภูมิ เป็นต้น

แต่ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่คิดว่าการไปเกิดในภูมิใดก็ตาม เมื่อหมดบุญอันมีผลให้ไปเกิดในภูมินั้น ๆ อาจต้องจุติ

ไปเกิดในภพภูมิอื่น ๆ ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่อยากไปเกิดในที่ใด ๆ เลยจะได้ไม่ต้องท่องเที่ยวอยู่ในสังสาร

วัฎฏ์นี้อีกต่อไปแล้วจะทำอย่างไรหล่ะ การทำนิพพานให้แจ้งซิค่ะไม่ต้องรอให้ตายด้วย อยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เองก็ในใจ

ท่านไง สรุป ท่านเลือกที่อยู่หลังตายไว้หรือยัง ถ้ายังก็รีบเลือกไว้เสียแต่เนิน ๆ จะได้เตรียมเสบียงไว้ให้พร้อมเมื่อ

ถึงคราวที่จะต้องเดินทางไป… สำหรับผมเลือกไว้แล้ว โชคดีทุกคนนะค่ะ *—*

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here