อวสานการนอนกรน

0
80

เสียงครืดคราดสนั่นหวั่นไหวในขณะที่กำลังนอนหลับหรือที่เรียกว่าเสียงกรนนั้นเกิดจากกล้ามเนื้อคอผ่อนคลายและหย่อนตัวจนทำให้ทางเดินหายใจแคบล
งในขณะหลับ  เสียงดังเหล่านั้นคือ การสั่นของเนื้อเยื่อคอเพราะอากาศที่เคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง

นอกจากนี้ การนอนกรนยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีก

1.ต่อมทอนซิลโต
2. บุคคลที่น้ำหนกมากอาจมีเนื้อเยื่อผนังคอเพิ่มขึ้น
3. ผู้ป่วยมีลิ้นโต
4.  เนื้องอกหรือถุงน้ำของระบบทางเดินหายใจส่วนบน
5. โรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ แยกออกได้เป็น กรนธรรมดา กับ กรนอันตราย หรืออาจกล่าวง่ายๆ ว่า มีแบบไม่อันตรายกับแบบอันตราย

 

กรนธรรมดา (primary snoring) ถือว่าไม่อันตราย
เพราะไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยอาจจะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างแต่ไม่ส่งผลให้เกิดอันตรายถึงชีวิตแต่ยังมีภาวะก้ำกึ่งระหว่าง (upper airway resistance  syndrome)

และแบบกรนอันตราย (obstructive sleep apnea) ที่มาพร้อมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
หากใครอยู่ในข่ายกรนอันตรายแล้วไม่รักษาอาจมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวันทำให้เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ขาดสมาธิในการจดจำ สมรรถภาพทางเพศลดลง

รวมถึงหากใช้รถก็อาจเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนจากการหลับในได้นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้อีก
ทั้งโรคความดันโลหิตสูง
โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โรคความดันโลหิตในปอดสูง
โรคหลอดเลือดในสมอง

คำแนะนำจากแพทย์

หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนรอบข้างอยู่ในข่ายคนที่กรนอันตรายควรไปตรวจการนอนหลับ (sleep test ) ผลการตรวจการนอนหลับ
จะช่วยยืนยันว่าอาการกรนอยู่ในระดับไหนถือเป็นผู้ป่วต้องรับการรักษาหรือไม่ โดยแบ่งได้คร่าวๆดังนี้

– กรนธรรมดา ดัชนีหยุดหายใจ และหายใจแผ่วเบาน้อยกว่า 5ครั้งต่อชั่วโมง

– ภาวะก้ำกึ่งระหว่าง กรนธรรมดา และกรนอันตราย

ดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบาน้อยกว่า5 ครั้งต่อชั่วโมงแต่พบดัชนีของการตื่น สูง และมีอาการเหมือนกรนอันตราย

– กรนอันตราย ดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา 5ครั้งต่อชั่วโมงหรืออาจมากกว่านั้น

ระดับออกซิเจนในเลือดที่ต่ำที่สุดขณะนอนหลับ

นอกจากนี้แนวทางการรักษาที่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์
ก็แบ่งเป็น 2 แบบ หลักๆ คือ

ผ่าตัดกับไม่ผ่าแบบไม่ผ่าตัด

แบบไม่ผ่าตัด
1.ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก พ่นวันละครั้งก่อนนอน

ทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
ทำให้การสะบัดตัวของเพดานอ่อนและลิ้นไก่น้อยลง
ทำให้เสียงกรนเบาลงได้

2. CPAP เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน

ลมที่เป่าจากเครื่องจะไปถ่างทางเดินหายใจให้กว้างออกทำให้ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ ผู้ป่วยไม่กรนและไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนธรรมดา หรือภาวะก้ำกึ่งระหว่างกรนธรรมดา และกรนอันตราย

หรือเป็นกรนอันตรายที่มีความรุนแรงอยู่ในระดับน้อยถึงรุนแรงผู้ป่วยจะตกพกเครื่องนี้ไปใช้ตอนนอนตลอด และหากไม่ใช้ก็จะยังกรนอยู่ซึ่งแพทย์จะใช้วิธีนี้ก่อนพิจารณาการผ่าตัดเสมอ

3. ใช้เครื่องมือทางทันตกรรม (oral appliance)

หลักการคือใช้เครื่องมือทางทันตกรรมจะช่วยยึดขากรรไกรบนและล่างเข้าด้วยกันและเลื่อนขากรรไกรล่างมาทางด้านหน้าและป้องกันไม่ให้ลิ้นและขากรรไกรตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้นขณะนอนหลับ

แบบผ่าตัด

ทำเพื่อขยายทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น
เพื่อลดอาการนอนกรนหรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ทำในกรณีที่ผู้ป่วยได้ลอง CPAPและเครื่องมือทางทันตกรรมแล้วไม่ได้ผลซึ่งการผ่าตัดจะทำมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสาเหตุของการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ทั้งนี้ผ่าแล้วอาจจะกลับมากรนได้อีกหากยังปล่อยให้น้ำหนักเกินและไม่ออกกำลังกายเยียวยาอาการกรนด้วยตัวเอง

1. ลดน้ำหนัก

จากที่กล่าวไปแล้วว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินจะมีไขมันมาพอกรอบคอหรือทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ
หากลดน้ำหนักก็จะช่วยลดไขมันดังกล่าว

ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น
อาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับน้อยลง
โดยทั่วไปถ้าลดน้ำหนักได้ร้อยละ 10อาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะดีขึ้นประมาณร้อยละ 30

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นหายใจเร็วขึ้นต่อเนื่องกัน เช่น วิ่ง, เดินเร็ว, ขึ้นลงบันได,ว่ายน้ำเต้นแอโรบิค, เตะฟุตบอล, เล่นเทนนิส, แบดมินตัน
หรือบาสเกตบอล อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาทีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันซึ่งจะเพิ่มความตึงตัวให้กับกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยทำให้มีการหย่อนและอุดกั้นทางเดินหายใจน้อยลง

 

3. หลีกเลี่ยงยาชนิดที่ทำให้ง่วง

เช่นยานอนหลับ, ยากล่อมประสาท,ยาแก้แพ้ชนิดง่วง หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางเช่น เบียร์ ไวน์ วิสกี้ เหล้า โดยเฉพาะก่อนนอน
เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนคลายตัวมากขึ้นและสมองตื่นตัวช้าลง ทำให้มีการอุดกั้นทาง เดินหายใจส่วนบนมากขึ้นอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับก็จะมากขึ้น

4. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือสัมผัสควันบุหรี่ภายใน 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน

เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนบวมทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้นนอกจากนี้สารนิโคตินในบุหรี่กระตุ้นสมอง ทำให้ตื่นตัว และนอนไม่หลับหรือหลับได้ไม่สนิทผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนมีแนวโน้มที่นอนหลับได้ไม่เต็มที่อยู่แล้วยิ่งจะส่งผลให้ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดลดน้อยลง

5. นอนศีรษะสูงเล็กน้อย การนอนหมอนสูงประมาณ 30 องศาจากแนวพื้นราบ
จะช่วยลดบวมของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้บ้างและควรนอนตะแคงเพราะการนอนหงายจะทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้นวิธีนี้อาจเลือกใช้หมอนสูงที่ช่วยป้องกันการนอนกรนมาช่วยได้

 

นอนตะแคงจะช่วยลดอาการนอนกรนได้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here