เจาะลึกลดน้ำหนักแบบ Keto  เพชรฆาตอาการอ้วนลงพุง

0
231

เพราะเรื่องน้ำหนักเป็นปัญหาใหญ่ของคนแทบทุกเพศทุกวัย ทำให้แนวทางในการควบคุมน้ำหนักและรักษารูปร่างดีถูกคิดค้นและนำมาใช้กันอยู่เรื่อยๆ คีโตเจนิค ไดเอต (Ketogenic Diet)  คือแนวทางหนึ่งในการควบคุมน้ำหนักที่ถูกพูดถึงกันบ่อยๆ ลองมาดูกันค่ะ ว่ามีข้อดี ข้อเสียยังไง เป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหน

ความหมายของคีโตเจนิค ไดเอต

คุมน้ำหนักโดยลดการทานอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรต หรืออาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เน้นกินอาหารประเภทไขมันดีให้ได้ร้อยละ 75-80 ควบคู่ไปกับอาหารหมู่โปรตีน เพื่อปรับร่างกายเข้าสู่สภาวะเลียนแบบการอดอาหาร

เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนน้ำตาล สูตรไดเอตนี้ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1980 เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยโรคลมบ้าหมู แต่ในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นที่นิยมของนักเล่นกล้ามด้วย

ทำให้ผอมได้อย่างไร

หากลดน้ำหนักแบบคีโตเจนิค ร่างกายจะดึงเอาไขมันที่สะสมไว้ไปเผาผลาญเป็นพลังงาน แทนแป้งและน้ำตาล ช่วยให้เราได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินสะสมเพราะถูกร่างกายดึงมาใช้  ปกติแล้วตับจะหลังอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแต่เมื่อร่างกายเกิดการดึงไขมันส่วนเกินไปใช้เผาผลาญแทน

ตับก็จะไม่หลั่งอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาล เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย   ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพคีโตน (Ketone) หรือสภาวะเผาผลาญไขมันแทนน้ำตาลนั่นเอง นอกจากนี้เมื่อร่างกายดึงไขมันส่วนเกินไปเผาผลาญเป็นพลังงาน

ทำให้ไขมันในช่องท้องที่สะสมอยู่ในร่างกายเราถูกดึงไปใช้ด้วยเช่นกัน และจะส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลของเราเป็นปกติรวมถึงอาการลงพุงจะดีขึ้นทำให้เป็นที่สนใจกันมากนั่นเอง

ได้ผลจริงหรือไม่

ต้องบอกว่าได้ผลในระยะสั้น คือไม่เกิน 1 เดือน เพราะถ้าหากลดน้ำหนักในแนวทางนี้ติดต่อกันนานเกิน 6 เดือน จะทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่ดีเพราะร่างกายจะดึงเอาโปรตีนจากเนื้อเยื่อของตัวเราเองมาใช้

นอกจากนี้การที่เราทานแต่เนื้อสัตว์มากๆ ปริมาณกรดยูริกในกระแสเลือดสูงที่สามารถพัฒนาเป็นโรคเกาต์ นิ่วในไตได้ และอาจขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งอาจมีผลต่อสุขภาพในยามที่เราเจ็บป่วย ร่างกายเราจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าปกติ

ข้อจำกัดที่อาจทำให้สะดุด

ควรจะรู้ถึงกระบวนการปรับตัวของร่างกายที่มีต่อสูตรลดน้ำหนักนี้เอาไว้ เพราะเมื่อเราขาดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตได้ระยะหนึ่งแล้ว จะเข้าสู่ช่วงปรับตัวคือรู้สึกเหมือนร่างกายจะไม่มีแรง อ่อนเพลียง่าย

และเนื่องจากร่างกายเผาผลาญกรดไขมันเป็นพลังงาน ทำให้มีสารเคมีที่เรียกว่า คีโตน (Ketone) ในร่างกายมากจึงเกิดการถ่ายทอดออกมาผ่านรูขุมขนและลมหายใจได้ เราอาจรู้สึกตัวเองว่าลมหายใจเหม็น

โดยรวมถึงจะมีผลข้างเคียงอยู่บ้าง แต่บอกเลยว่าน่าลองเพราะวิธีนี้สามารถทำให้น้ำหนักลดลงประมาณนึงในระยะเวลาสั้นๆเพราะการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตช่วยให้ร่างกายของเราไม่มีภาวะบวมน้ำ เพราะระดับอินซูลินในร่างกายลดต่ำลง

ไตสามารถขับโซเดียมออกจากร่างกายได้อย่างเป็นปกติ เราจึงรู้สึกว่ารูปร่างผอมเพรียวลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก  แต่หากทำไปนานๆระดับขับถ่ายอาจแปรปรวน และนอนไม่หลับในบางครั้งเป็นผลมาจากการที่ร่างกายมีอินซูลิน

และสารเซโรโทนินในระดับต่ำ ทำให้เราหลับยาก ต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้สึกง่วงนอน ถ้าใครอยากลองขอให้ทำเป็นระยะสั้นๆ แล้วออกกำลังกายไปด้วยก่อนจะกลับมาทานแบบปกติในเวลาไม่เกิน 1 เดือนนะคะ

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here