7 ตำนานที่มาการกินเจ

0
241

กินเจ หรือ แจ เป็นภาษาฮกเกี้ยน

ในภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่าอุโบสถ

ให้คนงดเว้นเนื้อสัตว์และทำใจให้สะอาดอยู่ในธรรม เป็นเวลา 9วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี

นอกจากนี้ ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ” มีพัฒนาการมาจากตัวอักษร ฉี “ 齊 ” ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อยและหากจะว่าไปแล้วศัพท์คำว่า ศีลแจ / 齋戒 ในภาษาจีน ยังหมายถึง“ศีลอด” ที่ถือปฏิบัติในเดือนถือศีลอดของชาวจีนอิสลามสาระของศีลก็คือการห้ามรับประทานอาหารใดๆในระหว่างเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนลับขอบฟ้า ตลอดเดือนถือศีลอดคล้ายๆกับช่วงรอมฎอนของชาวมุสลิมในไทยด้วย

7 ตำนานที่กล่าวกันว่าเป็นที่มาของการกินเจ

ตำนานที่ 1 เพื่อรำลึกถึงวีรชน 9 คน

เริ่มกินเพื่อรำลึกถึง “หงี่หั่วท้วง” 9วีรบุรุษที่ต่อกรกับชาวแมนจูอย่างกล้าหาญชาวบ้านถือศีลกินเจนุ่งขาวห่มขาวเพราะเชื่อว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะ
ช่วยชำระจิตวิญญาณเกิดความเข้มแข็งทางร่างกายและจิตใจเหมือนวีรบุรุษของพวกเขา

ตำนานที่ 2 สักการะดาวนพเคราะห์

งดเนื้อสัตว์ นุ่งห่มขาวเพื่อบูชา พระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกันหรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่พระอาทิตย์พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหูและพระเกตุ

ตำนานที่ 3 บูชาเทพเจ้าเก้าพระองค์

ชุดความเชื่อนี้มาจากผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย บูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์เช่นกันแต่เชื่อว่าแบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ บริหารธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง

 

ตำนานที่ 4 บูชากษัตริย์เป๊งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้องซึ่งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตาย)

เมื่อมีพระชนมายุได้ 9 พรรษาซึ่งพิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้องนี้มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งโดยเชื่อกันว่าชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการเมืองการที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพจากฮกเกี้ยนนำเข้ามาอีกทอดหนึ่ง

ตำนานที่ 5 ตำนานมณฑลกังไส

มณฑลกังไสเคยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมากฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส 9พระองค์ซึ่งเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊จึงทำให้หัวเมืองต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์จนวันหนึ่งชาวกังไสเกิดความแตกสามัคคีและเอาเปรียบกันเทพยดาเห็นว่าอีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติจึงหาทางช่วยแต่ชาวบ้านดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสาและเพ่งญาณเห็นว่าควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจบุญลีฮั้วก่าย

คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั้วก่ายว่ามีขอทานโรคเรื้อนมาขอพบเศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทางแต่ขอทานไม่ไปและประกาศให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา 9 วัน 9คืนผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไปเศรษฐีนำมาปฏิบัติก่อนและผู้อื่นจึงปฏิบัติตามจนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็นมหรสพในช่วงกินเจด้วย

 

ตำนานที่ 6 ชายขี้เมาชื่อ เล่าเซ็ง

ชายขี้เมานามว่า เล่าเซ็ง เข้าใจว่าแม่ตายเพราะเป็นโรคขาดสารอาหารจนคืนหนึ่งแม่ได้มาเข้าฝันบอกว่าแม่ตายไปได้รับความสุขมากเพราะแม่กินแต่อาหารเจและตอนนี้แม่อยู่บนเขาโพถ้อ ซัว ถ้าลูกอยากพบแม่ให้ไปที่นั่นพอถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัวเล่าเซ็งอยากไปแต่ไปไม่ถูกจึงตามเพื่อนบ้านที่จะไปไหว้พระโพธิสัตว์เพื่อนบ้านเห็นเล่าเซ็งสัญญาว่าจะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงให้ไปด้วย

ระหว่างทางเค้าผิดสัญญาเพราะตามพ่อค้าเนื้อหนีไปแต่กลับใจขึ้นไปใหม่โดยการนำทางของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งภายหลังได้มาอยู่ด้วยกัน เพราะเด็กชายอีกคนที่บอกเค้าว่าเป็นลูกของเค้ากับภรรยาเก่าหญิงสาวผู้นั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรมและถือศีลกินเจอยู่ตลอด นางรู้ว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้วจึงบอกเล่าเซ็งเมื่อถึงวันนั้นนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่ขาวสะอาดแล้วนั่งสักครู่ก็สิ้นลม

เล่าเซ็งเห็นการจากไปด้วยดีของนางคล้ายกับแม่จึงเกิดศรัทธายกสมบัติให้ลูกชายแล้วประพฤติตนใหม่เมื่อตายไปจะได้บังเกิดผลเช่นเดียวกับแม่และหญิงสาว

ตำนานที่ 7 การกินเจที่ภูเก็ต

เมื่อประมาณ 180ปีก่อนมีคณะงิ้วจากเมืองจีนมาเปิดการแสดงเป็นแรมปีจากนั้นก็เกิดโรคระบาดขึ้นคณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินผักและสร้างศาลเจ้าขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์หลังจากนั้นโรคภัยไข้เจ็บก็หายสิ้นชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงปฏิบัติตามและหลังจากประกอบพิธีอยู่ประมาณ 2-3 ปี ผู้ศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ คำว่า เจ

ยังเหมือนกับการถืออุโบสถศีลในนิกายมหายานซึ่งหมายรวมถึงการงดกินเนื้อสัตว์พร้อมๆกับรักษาศีลให้มั่น นั่นแปลว่าถ้าใครจะกินเจก็ควรจะทำจิตใจให้สงบตั้งอยู่ในศีลธรรมด้วย จะได้ครบถามที่พูดกันว่า”ถือศีลกินเจ”ได้อิ่มบุญทั้งกายใจด้วยนะคะ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here