9 วิธี เลี้ยงลูกให้ดี E-Q สูง

0
279

จะว่าไปแล้วระดับของสติปัญญาจะดีหรือด้อย ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับพันธุกรรมหรือ ยีน ค่อนข้างมากพูด

ง่ายๆ ว่าถ้าพ่อแม่เฉลียวฉลาดย่อมมีโอกาสสูง ที่ลูกจะเฉลียวฉลาดได้เช่นกันซึ่งเป็นเรื่องของ

พันธุกรรมที่ควบคุมไม่ได้แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบเสริมด้วย เช่น การได้รับสารอาหารที่เพียงพอ

ต่อการเจริญเติบโตของสมองตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และตลอดช่วงวัยของเด็ก บวกกับได้รับการกระตุ้น

อย่างเหมาะสม

แต่ในขณะที่อีกหนึ่งความฉลาด นอกจาก I.Q. แล้ว ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ E.Q. ก็เป็นส่วนสำคัญต่อตัว

เด็กเองไม่ใช่น้อย เป็นสิ่งที่พ่อแม่สร้างให้ลูกได้เอง ซึ่งเด็กจะมีพฤติกรรม หรือนิสัยอย่างไร ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู

ของพ่อแม่เป็นหลักใหญ่ ดังนั้น การให้ความสำคัญในเรื่องของอีคิวกับลูกตั้งแต่เล็ก จะช่วยให้เด็กอยู่ในสังคม

ข้างหน้าอย่างมีความสุขทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

9 วิธี เลี้ยงลูกให้ดี-อีคิวสูง

1. ให้ความรัก

เป็นข้อแรกที่สำคัญมาก และไม่เพียงแต่ให้ความรักเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงออกอย่าง

เหมาะสมอีกด้วยบางคนรักลูกแต่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความรักออกมาให้ลูกเห็นเลยกระนั้นการยิ้มให้การ

สัมผัส การกอด โอบไหล่ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษากายที่บ่งบอกถึงความรักของพ่อแม่ต่อลูกได้เป็นอย่างดี

2. ครอบครัวมีสุข

การที่คุณพ่อ คุณแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รวมถึงมีทัศนคติความคิดเห็นในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนลูกไปใน

ทิศทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน หรือถ้ามีความขัดแย้งบ้างก็ควรมีการพูดคุยตกลงกันให้เป็นทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ดี “เรื่องแค่นี้เอง ก็ให้ลูกเล่นไปสิ” ส่งผลให้เด็กสับสน ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ว่า เรื่องนี้ควรทำหรือไม่

ควรทำดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรตกลงกันด้วยเหตุผลให้เรียบร้อยก่อน จะได้ควบคุมเด็กให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

3. รู้-เข้าใจพัฒนาการของลูก

จะทำให้เข้าใจและปฏิบัติตัวต่อลูกได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม ซึ่งพัฒนาการไม่ได้หยุดหรือหมดไปเมื่อพ้นวัย

อนุบาลแต่จะต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นก็มีพัฒนาการของวัย และสำคัญมากด้วย แต่ส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่

หลายคนปฏิบัติต่อลูกที่เข้าช่วงวัยรุ่นแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะคิดว่าลูกมีพัฒนาการเหมือน 2-3 ปีก่อน

ยกตัวอย่างเช่น คุณพ่อ คุณแม่บางคนอยากรู้เรื่องของลูกก็ใช้วิธีแอบฟังโทรศัพท์เวลาลูกคุยกับเพื่อนแอบเปิด

ค้นกระเป๋า แอบดูไดอารี่ สมุดบันทึกของลูก เกือบร้อยทั้งร้อย เมื่อลูกรู้ คงต้องโกรธเป็นอย่างมากเพราะไป

กระทบกับพัฒนาการของวัยรุ่นที่สำคัญ นั่นคือ ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ดังนั้นคุณพ่อ คุณแม่ควรมีความรู้และ

ความเข้าใจพัฒนาการของลูกด้วย จะช่วยให้ปฏิบัติต่อลูกได้อย่างเหมาะสม

4. พ่อแม่มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกให้มากที่สุด

ถ้าพ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ อย่างน้อย ตกกลางคืน ก็ควรให้เวลากับลูกบ้าง เพราะจะได้มีประสบการณ์และได้รับรู้

ความรู้สึกของการตื่นขึ้นมาให้นมลูก เวลาลูกร้องหิวตอนกลางคืน หรือได้โอบกอด และปลอบให้ลูกหลับต่อนั่น

จะยิ่งทำให้พ่อแม่รัก และเข้าใจในตัวลูกมากขึ้น

5. ส่งเสริมให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

เมื่อลูกทำดี หรือประสบความสำเร็จ คุณพ่อคุณแม่ต้องชม เมื่อลูกท้อแท้ ก็ควรให้กำลังใจ ซึ่งบางคนบอกว่าชม

มากเดี๋ยวลูกจะเหลิงแต่การชมไม่ให้เหลิงคือการชมอย่างถูกต้อง สมเหตุสมผลนั่นจะช่วยให้เด็กมีความภาค

ภูมิใจในตัวเอง เป็นเรื่องที่มีค่าต่อความรู้สึกของลูกมาก

6. ให้อิสระ-โอกาสในการตัดสินใจ

จะช่วยให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำ ไม่พยายามบังคับความคิดลูก (ถ้าเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของกฎ

เกณฑ์ ระเบียบวินัย)

7. สอนลูกให้รักตัวเอง-รักคนอื่น

พ่อแม่สอนลูกให้รู้สึกเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ผู้อื่นด้วย เช่น พาลูกไปให้ของเด็กพิการ ตามสถานสงเคราะห์หรือให้ผู้สูง

อายุที่บ้านพักคนชรา

8. ให้ลูกรู้จักคิดเป็นเหตุ-เป็นผล

โดยส่งเสริมทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และเรื่องสำคัญๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกอยากจะซื้อของ

เล่นของใช้ที่แพงๆ หรือเป็นของที่มีอยู่แล้วก็สอนให้ลูกรู้จักใช้หลักการและเหตุผลว่าควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ

เพราะอะไรเป็นต้น

9. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก

คุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่างให้ลูกทำสิ่งดีๆ แล้วลูกจะเรียนรู้โดยอัตโนมัติ ในแบบที่ไม่ต้องพูดหรือสอนเลย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือนิสัยรักการอ่านส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่เป็นแบบอย่างเช่น เวลาอยู่บ้านว่างๆก็จะหยิ

หนังสือมาอ่าน ชอบที่จะอ่านนิทานให้ลูกฟัง พูดคุยกับลูกถึงเรื่องในหนังสือที่อ่าน ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ก็มัก

จะแวะเข้าร้านหนังสือบ่อยๆ แบบนี้ลูกก็มักจะติดนิสัยรักการอ่านหนังสือไปโดยไม่รู้ตัว

เห็นได้ว่าทุกวันนี้พ่อแม่จะให้ ลูกฉลาดอย่างเดียวคงไม่พอ

แต่ต้องมีความฉลาดทางอารมณ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตด้วย เพื่อที่เด็กจะได้มีพื้นฐานในการปรับ

ตัวให้เข้ากับสังคมได้อย่างเหมาะสมรวมถึงเข้าใจตัวเอง และคนอื่นได้เป็นอย่างดี

E.Q. ย่อมาจาก Emotional Quotient หรือ Emotional Intelligence หมายถึง

ความฉลาดทางอารมณ์ คนที่มีอีคิวดี คือ คนที่รู้จักและเข้าใจอารมณ์ตัวเองได้ รู้จักแยกแยะควบคุมอารมณ์ได้

และสามารถแสดงอารมณ์ได้อย่างถูกต้องตามกาลเทศะและปรับตัวให้เข้ากับสังคมอย่างเหมาะสม ช่วงไม่กี่ปีมา

นี้กระแสอีคิวกำลังมาแรง อาจเป็นด้วยว่าภาพสะท้อนของผู้คนในสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อใดก็ตามที่มีการ

เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม ระบบของอีคิวจะเริ่มเสีย รัฐจึงควรหาปัจจัยเกื้อหนุนส่งเสริมสุขภาพ

พ่อแม่ทุกๆท่านที่อยากให้ลูกของคุณเป็นเด็กที่มีความฉลาดล้ำเลิศก็ต้องมั่นดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ยังเด็กๆด้วยน่ะค่ะโตขึ้นมาจะได้เป็นคนเก่งและฉลาดสมกับวัยของลูกๆคุณเอง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here